วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางสวิสช็อกโลก ปล่อยเงินฟรังก์ลอยตัว

ธนาคารกลางสวิส หรือ SNB (Swiss National Bank) ได้ดำเนินการในสิ่งที่ช็อกโลก โดยทำการปรับเปลี่ยนนโยบาย

ค่าเงินฟรังก์สวิสอย่างกะทันหัน จากที่เคยผูกค่าเงินไว้คงที่กับค่าเงินยูโรที่ 1.20 ฟรังก์สวิส (EURCHF) มาเป็นเวลาถึง 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2011 มาเป็นการปล่อยให้ลอยตัวเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วถึง 30% เมื่อเทียบกับเงินยูโรทันที ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB (European Central Bank) ได้รับไฟเขียวให้ทำนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณคือQE พร้อมจะดำเนินโครงการเข้าซื้อพันธบัตรในตลาดการเงินของภาคธุรกิจ (Asset-Backed Securities หรือ ABS) ครั้งใหญ่ ที่ทำให้ค่าเงินยูโรดิ่งลงอย่างหนักเนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในเงินยูโร และยังบ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในยูโรโซน

แรงกดดันต่างๆ ทำให้ SNB ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างหนัก คาดว่ามีการขายเงินฟรังก์สวิสเพื่อซื้อเงินยูโร เพื่อปกป้องค่าเงินฟรังก์สวิสหยุดแข็งค่าแล้วกลับมาอ่อนค่าลงนั้นเป็นการใช้เงินจากทุนสำรองถึง 6.6 หมื่นล้านฟรังก์สวิส ทั้งที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในผู้ซื้อเงินยูโรรายใหญ่ของโลกเพราะเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจรวมทั้งมีฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคงเป็นจำนวนถึง 5 แสนล้านฟรังก์สวิส ทำให้นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2014 มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์อย่างต่อเนื่องโดยเข้าไปเป็นเงินฝากในธนาคาร และการเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรหรือบอนด์เป็นจำนวนมากมายมหาศาลเช่นกัน บีบให้ผลตอบแทนในบอนด์มีอัตราติดลบ โดยเฉพาะบอนด์รัฐบาลอายุ 5 ปีมีผลตอบแทน -0.1891% พร้อมกันนี้ได้มีการประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบเพิ่มขึ้นจาก -0.25% เป็น -0.75% หวังชะลอกระแสเงินไหลเข้า

แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการไหลเข้าของเม็ดเงินจากต่างประเทศ ที่กดดันค่าอัตราแลกเปลี่ยนได้ ทำให้ SNBต้องตัดสินเลิกนโยบายผูกค่าเงินฟรังก์สวิสเป็นแบบลอยตัว เท่ากับว่า SNBกำลังยอมแพ้ต่อสงครามค่าเงินอย่างเต็มรูปแบบ เพราะหาก SNB ต้องการจะให้เงินฟรังก์สวิสอ่อนค่าลงก็ต้องหันมาทำQEในปริมาณเงินก้อนมหึมาเทียบเท่ากับQEของECBที่จะส่งผลให้เงินยูโรมีค่าดิ่งลงหรืออีกนัยหนึ่งเป็นการลดค่าเงินยูโร ที่ไม่ต่างอะไรกับ QEของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ทำให้เงินเยนอ่อนยวบลงจาก 80 เยนต่อดอลลาร์ในปีที่แล้ว มาเป็น 116 เยน ขณะนี้ หรือที่ 120 เยน ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา หรือเหมือนกับQEของธนาคารกลางสหรัฐที่ยังมีเม็ดเงินตกค้างในตลาดการเงินโลกถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐให้อยู่ในระดับต่ำใกล้ 0%ต่อไป ถึงแม้ว่าจะได้ยกเลิกการอัดฉีดเงิน QE3 เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วก็ตาม

เรียกได้ว่าสงครามค่าเงินกำลังเกิดขึ้นในประเทศหลักๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลกตั้งแต่สหรัฐ ญี่ปุ่น ยูโรโซน และล่าสุดอาจเป็นสวิตเซอร์แลนด์อีกประเทศหนึ่ง ที่จะมีการลดค่าเงินของตัวเองหรือการใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ 0%ต่อไปอีก ทำให้ภาพของธนาคารกลางที่ขาดวินัยทางการเงินในกลุ่มประเทศดังกล่าว กำลังท้าทายบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะถูกกดดันให้ต้องใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าจากปัจจุบันอยู่ที่ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ ให้ลดค่าเงินลงไปอยู่ที่ 33-34 บาท เพื่อช่วยเหลือการส่งออก รวมถึงการปรับดอกเบี้ยนโยบายให้ลดลงจาก 2%หรือไม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวที่ 4-5%ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดเงินฝืด และภาวะการถดถอยจนอาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในบางภูมิภาค ขณะที่ธปท.ย้ำว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายต้องคิดรอบคอบ เพราะยังมีความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งราคาสินทรัพย์บางชนิดอาจเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ นำไปสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพการเงิน