ปลายปี 2557 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหลายฉบับ
ฉบับที่น่าสนใจรวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติความผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมัน พ.ศ. ... ร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ...) (พ.ศ. ....) (กำหนดความผิดเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอในโรงภาพยนตร์) ร่างพระราชบัญญัติความลับทางการค้า (ฉบับที่ ...) (พ.ศ. ....) และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ....
จะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายข้างต้นเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้น เป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณานำเสนอของรัฐบาลหลายสมัยแล้ว แต่ยังคงคั่งค้างอยู่ ในบทความฉบับก่อนผู้เขียนได้เคยนำเสนอเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของต่างประเทศและชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของกฎหมายดังกล่าว ในบทความฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ท่านผู้อ่านเพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับกฎหมายใหม่ต่อไป
โดยหลักการประการสำคัญของร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้คือ กำหนดให้มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะ โดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ต้องกังวลว่าจะต้องอาศัยกฎหมายละเมิดทั่วไปหรือสิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนอีกต่อไป โดยกำหนดให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอม เว้นแต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้
ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมนั้นต้องไม่เป็นการหลอกลวง หรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย มาตรการ หรือแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ดังกล่าวรวมไปถึงการกำหนดแบบหรือข้อความที่จะให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ กล่าวคือ ในเรื่องการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ขณะนี้ยังไม่มีรูปแบบ (เช่นว่าจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่) หรือข้อความที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี แต่เมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับแล้วก็จะต้องติดตามต่อไปว่าคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะออกประกาศกำหนดแนวทางในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ อย่างไร
ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทที่ต้องห้ามมิให้มีการเก็บรวบรวม ได้แก่ (1) ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรมหรือการกระทำผิดหรือได้รับโทษใด ๆ ประวัติสุขภาพ เชื้อชาติ หรือเผ่าพันธุ์ ความเห็นทางการเมือง และความเชื่อในทางศาสนา (2) ข้อมูลที่อาจเป็นผลร้าย ทำให้เสียชื่อเสียง หรืออาจก่อให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือความไม่เท่าเทียมกันแก่บุคคลใด และ (3) ข้อมูลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้อาจมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องห้ามดังกล่าวได้หากได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ หรือการรักษาพยาบาล หรือมีความจำเป็นอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยจะต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับ
จะเห็นได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ปกติเราจะเห็นบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ กำหนดให้ประชาชนต้องกรอกในแบบฟอร์มต่าง ๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา และประวัติอาชญากรรม โดยผู้กรอกอาจไม่เข้าใจเหตุผลหรือความจำเป็นว่าบริษัทและหน่วยงานเหล่านั้นจะขอข้อมูลดังกล่าวไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วก็จะไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องห้ามดังกล่าวได้อีกต่อไป เว้นแต่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
สำหรับข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีอยู่จำกัด ได้แก่ (1) เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย (2) เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและการขอความยินยอมไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลานั้น (3) เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับชีวิต สุขภาพ หรือความปลอดภัยของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล (5) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยหรือสถิติโดยจะต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการนั้นไว้เป็นความลับ ทั้งนี้จะต้องแจ้งให้สำนักงานข้อมูลข่าวสารของราชการทราบก่อนที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานฯ ประกาศกำหนด และ (6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมี 2 หน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ซึ่งบริษัทและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องติดตามและศึกษานโยบายและกฎเกณฑ์ของทั้งสองหน่วยงานดังกล่าวเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามกฎหมายนี้อาจต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท
พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ









