พาดหัวเรื่องเขียนเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยาก เพราะขาดความเข้าใจกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กอย่างเต็มที่
อาจมองว่าเด็กนั่นเองที่ไม่เข้าใจผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจบรรทัดฐานของสังคมดีพอ หรือไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของชาติเนื่องจากเด็กยังขาดประสบการณ์หรือถูกขัดเกลามาอย่างผิดๆนั่นอาจถูกเพียงครึ่งเดียวผู้ใหญ่เองต้องหมั่นสำรวจตนเองว่าสิ่งที่ตนคิดและเรียกร้องจากเด็กตั้งแต่ระดับความต้องการทางยุทธศาสตร์ จนถึงโปรยคำขวัญ ค่านิยมสวยหรู หรือปฏิบัติการต่างๆ ในการชี้นำเด็กนั้น มีส่วนทำให้เด็กเกิดความกดดัน ไม่มีความสุข ปฏิบัติตามการนำวิถีของผู้ใหญ่ไม่ได้บ้างหรือเปล่า ลำพังข้ออ้างว่าเพื่อปรารถนาดีอาจไม่ทำให้เด็กประสบความสำเร็จได้ การทุ่มเททั้งความรักและกำลังทรัพย์อาจเปล่าประโยชน์ถ้าไม่เข้าใจเด็ก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความเข้าใจที่สำคัญสี่ด้าน คือการยอมรับในสิ่งที่เด็กภูมิใจ การไม่สอดรู้ความลับ การเคารพความเท่าเทียมระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ และการช่วยแก้ปัญหา
ผู้ใหญ่กับเด็กมีความแตกต่างกันในมุมมองมากเพราะประสบการณ์ชีวิตต่างกัน วันเวลาที่ผ่านไปจะทำให้บุคคลแต่ละคนพัฒนาความคิดของตนไปเรื่อยๆ บางทีก็ไม่ต่างจากวัยเยาว์มากนัก บางทีก็กลายเป็นอนุรักษนิยมเมื่อแก่ตัวแต่โดยทั่วไปเด็กมักคิดไม่เหมือนผู้ใหญ่ กระนั้นก็ตาม เด็กก็ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ยอมรับและสนับสนุนความคิดของตนบ้าง เรื่องนี้บางทีผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ มองว่าจะต้องยอมรับสิ่งที่เด็กภูมิใจนั้นไปทำไม เพราะมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แค่เรื่องของเด็ก หรือบางทีผิดพลาดเหลวไหลด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเรื่องที่เห็นได้ชัด เช่น ลูกสอบได้ที่หนึ่ง หรือชนะเลิศวาดเขียน นั้นพ่อแม่ย่อมดีใจและให้รางวัลลูก แต่เรื่องที่เห็นไม่ชัด ต้องอาศัยการสังเกต เช่นลูกอาจร่าเริงกว่าปกติ เมื่อสอบถามก็คือการเล่นเกมชนะเพื่อนมา เราก็แสดงความยินดีพร้อมทั้งสอนคติที่สอดคล้องกับความภูมิใจนั้นให้เด็ก ถ้าเด็กยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกับธรรม ก็ใช้โอกาสนี้ในการปรับวิถีคิดของเด็กอย่างนุ่มนวล
จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีความลับที่ไม่อยากบอกใครหรือบอกเฉพาะเพื่อนกันคนละหลายๆ เรื่อง ผู้ใหญ่มักห่วงใยเด็กว่าอาจทำอะไรที่ผิดพลาดในชีวิต ยิ่งอยู่ในภาวะเสี่ยง เช่นลูกเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่น หรือชุมชนโดยรอบยาเสพติดระบาด พ่อแม่จึงมักล้วงความลับลูกความลับที่รู้มาอาจทำให้พ่อแม่เสียใจขณะเดียวกันเด็กมักไม่พอใจที่ผู้ใหญ่มายุ่งเกี่ยวชีวิตส่วนตัวของตนจนเกินไปทางออกคือผู้ใหญ่ควรใช้แนวทางป้องกันมากกว่าเข้าแทรกแซง ในโลกยุคนี้เด็กเข้าใจโลกได้เร็วกว่าอดีต จึงควรเตือนภัยเรื่องที่อ่อนไหวต่อบรรทัดฐานสังคมเสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่าไปแทรกแซงบังคับหรือดุด่าเมื่อเด็กพลาดพลั้งไป และถึงจะห่วงใยอย่างไร ผู้ใหญ่ต้องยืดหยุ่นต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการไปค้างแรมนอกสถานที่หรือการทำกิจกรรมเสี่ยงๆ บางครั้งต้องยอมปล่อยไม่สอดรู้เรื่องลับของเด็กแต่เตือนเด็กไว้ก่อนแล้วว่าอย่าประมาท จะทำการสิ่งใดให้คำนึงถึงหัวอกคนที่รักเขาเสมอ
เด็กกับผู้ใหญ่ในสังคมไทยนั้นไม่ค่อยมีสถานะเท่าเทียมกันผู้ใหญ่ในสังคมไทยมักเรียกร้องให้เด็กกตัญญูกราบไหว้ แต่ไม่เข้าใจว่าตัวเองก็มีหน้าที่ต้องคิดถึงบุญคุณของเด็กเช่นกัน ถ้าได้รับการช่วยเหลือจากเด็ก นี่คือการมองเด็กอย่างเท่าเทียมกัน และจะดำรงความรักความนับถือได้ยืนนานกว่าการขูดรีดเอาการเคารพข้างเดียว ซึ่งอาจนำไปสู่สิ่งที่กัดกร่อนสังคมไทย เช่นระบบอุปถัมภ์ ช่วยกันโกงหรือปกปิดการโกง ตลอดจนปิดกันความคิดอ่านดีๆ ของผู้น้อยผู้ใหญ่ต้องตระหนักว่าความคิดและการแสดงออกของเด็กนั้นถึงตนจะไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่ก็อาจดีกว่าและเป็นประโยชน์แก่ตัวเด็ก สังคม และแม้แต่ผู้ใหญ่เอง มากก็เป็นได้ จึงควรปฏิบัติต่อเด็กด้วยการให้เกียรติ ไม่ดูแคลนความคิดอ่าน เรื่องปรับระดับความสัมพันธ์นี้จะกระทำได้ต้องล้วงลึกถึงราก จับผู้ใหญ่มาสอนถึงการยอมรับ ละมิจฉาทิฐิและกล้าปฏิบัติตามเด็ก หากเด็กถูก ต้องรู้จักขอโทษเด็กและเลิกคิดเรื่องลำเลิกบุญคุณหรือการใช้อำนาจที่เหนือกว่าบิดให้ตนเป็นฝ่ายถูกเด็กเป็นฝ่ายผิด เพราะนั่นจะเป็นการสร้างปมแก่เด็กต่อไป
ในเมืองเด็กด้อยประสบการณ์กว่า อีกทั้งโลกภายนอกโรงเรียนและบ้านเป็นโลกของผู้ใหญ่ที่หนักหนาสาหัสไม่เบาสำหรับเด็ก ปัญหาจึงอาจเกิดได้ทั้งหมดผู้ใหญ่ต้องร่วมแก้ไขปัญหากับเด็กอยู่แล้ว แต่บางทีเจอปัญหายากซับซ้อนเกินกำลังก็ละวาง ซึ่งเรื่องบางอย่างอาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ ผู้ใหญ่จึงต้องมีการตั้งสติและวางแผนในการแก้ไขปัญหาของเด็กเสมอ ตั้งแต่เรื่องของการสนับสนุนเด็กให้ทำตามความฝัน ทั้งการเรียน กีฬา ดนตรี อาชีพหากไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจเหตุผลความต้องการหรือปัญหาของเด็ก ต้องมีการเจรจาและเปิดอกให้เด็กทราบว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้หรือต้องหาทางเดินอื่น อาจต้องใช้เวลาหรือพูดคุยกันหลายรอบ ซึ่งผู้ใหญ่ต้องเข้าใจทั้งขีดความสามารถตนเอง ขีดความสามารถของเด็ก ปมของปัญหา และวิธีการเจรจากับเด็ก นอกจากนี้ก็อย่าลืมว่าสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหา ผู้ใหญ่อาจคิดไปเอง ขณะเดียวกันสิ่งที่ดูไม่ใช่ปัญหา อาจเป็นปัญหาใหญ่ถ้าดื้อรั้นเดินต่อในประเด็นนี้
วันเด็กไม่ใช่แค่เป็นวันที่ทำให้เด็กสนุกเพลิดเพลินวันหนึ่ง หรือเป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่จะได้สั่งสอนเด็กเท่านั้น แต่ยังน่าจะเป็นวันที่ผู้ใหญ่ได้ฉุกคิดด้วยว่าตัวเราเองทำในสิ่งที่ดีที่สุดต่อเด็กหรือยังเข้าใจเรื่องของสิทธิเด็ก มนุษยธรรมและประชาธิปไตยแค่ไหน ขณะที่เด็กยอมรับในตัวเราขนาดไหน มีสิ่งใดที่บกพร่องไปหรือเป็นช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเด็กบ้าง การให้ความรักหรือทรัพย์สินนั้นนับเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าขาดแคลนสองอย่างนี้ขอเพียงความเข้าใจและให้เด็กรู้ว่าเราเข้าใจเขานะ เด็กจะรู้สึกอบอุ่น มีกำลังใจในการสู้ชีวิต และมีโอกาสเลือกทำถูกมากกว่าทำผิด









