ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือ "หม่อมอุ๋ย" รองนายกรัฐมนตรี เผยผลงานรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 4
ปีนี้โต 3% และคาดว่าทั้งปี 2557 จีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 1% โดยมั่นใจส่งผลต่อเนื่องจนถึงปี 2558 ทำให้คาดว่าจีดีพีไตรมาสแรกจะเติบโตสูงกว่า 4% และทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 4.5% ขณะเดียวกันเตรียมผลักดันนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจปีหน้านี้ พร้อมๆกับการชูนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเสริมสร้างอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเตรียมประเมินผลกระทบราคาน้ำมันลดลงใน 2 เดือนเหตุเพราะเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวช้า รวมทั้งความต้องการน้ำมันในตลาดโลกยังมีไม่มากกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศและเงินบาท ที่อ่อนค่าได้ลดทอนผลของราคาน้ำมันดิบที่มีต่อเงินเฟ้อลง
แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท.ประมาณการล่าสุด จีดีพีปีหน้าลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.8% มาอยู่ที่ 4% ส่วนปีนี้เติบโตที่ 0.8% ทั้งนี้จากรายงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกที่ปีนี้ติดลบ 0.5% และปีหน้าโตเพียง 1% เนื่องจากการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกไปอีกระยะหนึ่ง ด้านบริการปรับดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีนในระยะข้างหน้าที่จะได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมของราคาน้ำมันที่ลดลง แต่โดยรวมการฟื้นตัวยังค่อนข้างจำกัดจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและรัสเซีย รวมทั้งนักท่องเที่ยวบางส่วนอาจยังกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทย
ด้านการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐเป็นไปล่าช้าและต่ำกว่าคาด ซึ่งส่วนหนึ่งจากการตรวจสอบความโปร่งใสและการทบทวนโครงการลงทุน ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการเบิกจ่ายของหน่วยงานภาครัฐที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับขนาดของโครงการลงทุน และการขาดแคลนแรงงานภาคก่อสร้าง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอออกไป ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นอย่างช้าๆเหตุหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และรายได้นอกภาคเกษตรที่ค่อยๆปรับดีขึ้น รวมถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อไทยลดลงมากจากด้านต้นทุนเป็นสำคัญ โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมากและมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากอุปทานจากกลุ่มประเทศนอกโอเปคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการผลิต Shale Oil ของสหรัฐ
ธปท.ยืนยันว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรน เพื่อช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เข้มแข็งขึ้น โดยสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว ซึ่งปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐให้เป็นไปได้ตามเป้าหมาย ส่วนกระทรวงการคลังมั่นใจว่าการที่เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้สามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้นถึง 3% มาจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งงบประมาณประจำและงบลงทุนที่สามารถเบิกจ่ายได้ ณ วันที่ 19 ธันวาคมในวงเงินทั้งสิ้น 7.32 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึง 8 แสนล้านบาทได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะมาตรการทางด้านการคลัง เช่นการเสนอกฎหมายภาษีมรดกและการให้ การออกมาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อย หรือNano -Finance ที่กู้ได้ในวงเงินรายละไม่เกิน 100,000 บาทซึ่งจะเริ่มประกาศใช้ได้ในช่วงกลางเดือนมกราคม2558 โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในปีนี้วงเงิน 1 แสนล้านบาทนั้น จะมีส่วนช่วยจีดีพีปีหน้าเติบโตได้ 0.4%ต่อปี









