ฟังดูก็แปลก ด้านหนึ่งมีเสียงเรียกร้องให้เราสร้างระบอบ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" เพื่อให้สอดคล้อง
กับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย
เมื่อวานพาดหัวหนังสือพิมพ์บอกว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติจะใช้ "ระบบเยอรมัน" ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคราวหน้า
ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาเราเชื่อว่าระบบ "รัฐสภาแบบอังกฤษ" เป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง
มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งเห็นว่าสหรัฐมีความเป็นประชาธิปไตยสูง แต่มีคนค้านว่าระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงไม่เหมาะกับประเทศไทย
แต่ก็มีคนต้องการเห็นการถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่เข้มข้นเหมือนระบบสหรัฐ ที่รัฐสภาสามารถ "ไต่สวนเพื่อถอดถอน" หรือ Impeachment
จึงมีคนเสนอว่าควรจะเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จะได้มีคนบริหารสูงสุดที่มาจากประชาชนโดยตรง เพื่อคานอำนาจกับ ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทนด้านออกกฎหมายของตน
ไม่แต่เท่านั้นยังมีข้อเสนอว่าจะต้องเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรงอีกด้วย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สร้างความฮือฮา นำไปสู่การถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง จนต้องตกไปตามคาด แต่ก็ทำให้เกิดมุมมองหลากหลายของการเสนอระบบการเมืองของไทยแบบใหม่ที่จะป้องกันการทุจริต ซื้อเสียงขายเสียง และระบบอุปถัมภ์อย่างถาวรให้ได้
ที่น่าสนุกไปกว่านั้นคือมีข้อเสนอว่าในรัฐธรรมนูญใหม่ควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า "คณะกรรมการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหรืออะไรทำนองนั้น โดยให้ คสช. เป็นคนแต่งตั้ง
เป็นข้อเสนอที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าจะมีองค์กรอะไรที่มีอำนาจมากมายขนาดอยู่เหนือรัฐบาลหรือ ครม.ที่จะมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ เพราะการมาของ คสช.เองก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าจะเขียนอะไรไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็สามารถถูกฉีกได้ทั้งสิ้น
ไม่ต้องพูดถึงกรณีการเสนอให้มี "ซูเปอร์นายกฯ" หรือ "ซูเปอร์เพรสซิเดนท์" ที่ออกนอกลู่นอกทางไปมาก
หรือที่มีคนเสนอให้มีระบบ "โพลิทบูโร" (Politburo) แบบจีน อันเป็นองค์กรการเมืองสูงสุดที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ประธานาธิบดีก็ต้องอยู่ใต้การบริหารจัดการขององค์กรแห่งนี้ นั่นคือระบบคอมมิวนิสต์ที่มีต้นตอมาจากอดีตสหภาพโซเวียต และจีนนำมาปรับแต่งให้สอดคล้องกับตนเองจนถึงทุกวันนี้ รัสเซียเลิกใช้แล้ว จีนก็ยังยึดเป็นรูปแบบของตนอยู่
สรุปได้ว่าความพยายามจะสร้าง "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" ขณะนี้มีข้อเสนอที่ไม่มี "ความเป็นไทย" เท่าไรนัก เพราะแต่ละสูตรที่เสนอมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นของต่างประเทศทั้งสิ้น
แต่ละระบบของต่างประเทศที่กล่าวอ้างมานั้น ต่างมีที่มาที่ไปตามประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติซึ่งแตกต่างกันมาก จึงไม่มีอะไรรับรองได้ว่าการใช้ระบบไหน จะทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งและยั่งยืน อย่างที่เรากำลังพยายามเสาะแสวงอยู่ขณะนี้
การมีความเห็นหลากหลายจากทุกฝ่าย ก็ย่อมแสดงว่ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจากทุกภาคส่วนของสังคม ในการออกแบบกติกาใหม่เพื่อป้องกันปัญหาระบบการเมืองไทยที่ต้องชะงักลงเพราะความขัดแย้ง, คอร์รัปชัน, ระบบอุปถัมภ์ และเส้นสายจนกลายเป็นวิกฤติถึงวันนี้
แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกระบบที่ว่ามานี้เคยถูกทดลองใช้ ในรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ผ่านๆ มาแล้วเกือบทั้งสิ้น แต่เราก็ยังเผชิญกับวิกฤติอย่างที่เห็นอยู่
ระบบเยอรมันจะแก้ปัญหาไทยๆ ได้หรือไม่...เป็นหัวข้อที่จะต้องวิเคราะห์กันจากนี้ไปจากทุกแง่มุม








