วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จะทำให้กระทรวงพาณิชย์เป็น Zero Corruption ได้จริงหรือ

วันที่ 9 ธ.ค. ของทุกปี องค์การสหประชาชาติให้ถือเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล

และในโอกาสวันที่ 9 ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ก็ได้จัดงาน การเสวนาและแสดงพลังต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของกระทรวงพาณิชย์ “MOC Zero Corruption Day” ขึ้น โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2557 ในโอกาสวันเกิดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้จัดงานวันพาณิชย์ และได้ใช้วลี Zero Corruption ตามที่ UNODC และ UNDP ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ได้เริ่มใช้ในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่ปี 2556 มาใช้ในการจัดงานวันพาณิชย์ด้วย โดยจัดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กล่าวปฏิญาณต่อต้านคอร์รัปชัน โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กล่าวนำ นอกจากนี้ในการที่องค์กรเอกชนจัดกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชันในโอกาสต่างๆ ก็มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จำนวนไม่น้อยไปร่วมกิจกรรมด้วยทุกครั้ง

การที่กระทรวงพาณิชย์ขยันจัดกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชันและข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไปร่วมกิจกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันในโอกาสต่างๆ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยกันกอบกู้ชื่อเสียงเกียรติภูมิของกระทรวงพาณิชย์ให้กลับมาดังเดิม เพราะช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์มีข่าวฉาวโฉ่ในเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมาก ทั้งเรื่องการขออนุญาตนำเข้าส่งออกสินค้าบางชนิด หรือการขออนุญาตประกอบกิจการบางอย่าง ฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจโดยการสนองตอบของข้าราชการบางกลุ่มบางคน ใช้วิธีการกัก ดึงเรื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนต้องจ่ายเงินแลกกับการได้รับอนุญาต มีการเข้าไปหากินกับงบจัดซื้อจัดจ้างและงบโฆษณาประชาสัมพันธ์รวมทั้งงบการจัดกิจกรรมต่างๆ มีการกระทำที่เรียกว่าซื้อขายตำแหน่งโดยข้าราชการที่ละโมบบางคน ด้วยการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนหรือยอมปฏิบัติงานตามที่ส่อไปในทางทุจริตตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ เพื่อการได้เลื่อนหรือย้ายตำแหน่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน การทุจริตที่ฉาวโฉ่มากที่สุดคือการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และการขายข้าวที่อ้างว่าเป็นการขายระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จี ทู จี ทำให้เป็นที่อับอายแก่ข้าราชการส่วนใหญ่ รวมทั้งอดีตข้าราชการด้วย

การจัดงานต่อต้านคอร์รัปชันของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การเสวนา ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ไร้คอร์รัปชัน : โปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายการุณ กิตติสถาพร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

สรุปที่เป็นสาระสำคัญคือ นายการุณ กิตติสถาพร แสดงความเห็นว่า ทัศนคติของประชาชนและข้าราชการในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นเองและเกิดจากการชี้นำของโพลบางสำนักสื่อบางแขนง ว่าการทำผิดหรือทุจริตไม่เป็นไร คนอื่นก็ทำ อันนี้เป็นอันตราย อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของนักการเมืองที่กระทำต่อข้าราชการ นักการเมืองจับจุดอ่อนของข้าราชการได้ ทุกคนอยากได้ตำแหน่ง อยากเป็นปลัดกระทรวง อยากเป็นอธิบดี และกลัวถูกย้าย นักการเมืองจึงใช้จุดอ่อนนี้กับข้าราชการที่โลภที่อยากได้ตำแหน่ง อยากได้อำนาจให้ยอมหงอนักการเมือง ยอมทำตามหรือสนองตอบนักการเมืองให้ทำเรื่องทุจริต การทุจริตอย่างมโหฬารที่เกิดในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น ต้องแก้ไขให้ทุกคนตระหนักโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อน

นายอุทิศ บัวศรี แสดงความเห็นว่า การแก้ไขปัญหาทุจริต ที่สำคัญการแก้ไขต้องขจัดความโลภ ต้องแก้ที่ทัศนคติว่าต้องแยกประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ต้องแก้ที่ตัวข้าราชการ รัฐสมัยใหม่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องแยกระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ถ้าอยากรวยต้องลาออกจากราชการไปอยู่ภาคธุรกิจ ต่อไปรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นแนวปฏิบัติ ที่ทุกหน่วยราชการจะถูกประเมิน จากพยานหลักฐานเอกสารว่าได้ดำเนินการโดยโปร่งใสหรือไม่ และจะให้ประชาชนที่มาใช้บริการประเมิน ในเชิงพฤติกรรม ว่าหน่วยงานที่ไปใช้บริการมีพฤติกรรมอย่างไร มีแนวโน้มไปในทางเรียกหาประโยชน์หรือไม่

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ แสดงความเห็นว่า ในส่วนของภาคเอกชน มีการวางกรอบจริยธรรมว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ และปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยม รวมทั้งในส่วนของหอการค้าก็เริ่มปลูกฝังทัศนคติเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน เดิมทีการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นความร่วมมือเฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น แต่ปัจจุบันเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ข้าราชการมาร่วมมือกันมากขึ้น และเชื่อว่าการต่อต้านคอร์รัปชันของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อไป

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี แสดงความเห็นว่าในส่วนของภาคเอกชน สนับสนุนให้ใช้หลักธรรมาภิบาล ในการบริหารงาน การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ต้องปลูกฝังทัศนคติ แยกประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องรายได้ หากผู้ปฏิบัติงานมีรายได้พอเพียง การคอร์รัปชันลดน้อยลงแน่ ตอนนี้ภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน โดยปกติไม่มีเอกชนรายใดอยากเสียเงินให้การคอร์รัปชันแน่ เมื่อทุกฝ่ายทั้งภาคข้าราชการและเอกชนร่วมมือกันก็เชื่อว่าแนวโน้มการแก้ปัญหาคอร์รัปชันจะดีขึ้นแน่

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวจบการเสวนา และให้การยืนยันว่า มั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์ยุคนี้ไม่มีแน่นอน เป็น Zero Corruption แน่นอน

คำว่า Zero Corruption ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่องานที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นในสองครั้งที่ผ่านมารวมถึงคำยืนยันของปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่กล่าวตอนปิดท้ายการสัมมนาว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็น Zero Corruption แน่นอนนั้นมีความหมายแค่ไหนเพียงใด หากหมายถึงปลอดจากการคอร์รัปชันคือไม่มีคอร์รัปชันเลย เชื่อว่าหลายคนคงเห็นตรงกันว่า เป็นการยากที่จะทำได้ เพราะพฤติการณ์ในการคอร์รัปชันอย่างฉาวโฉ่ในกระทรวงพาณิชย์มีมาตลอดสี่ห้าปีติดต่อกัน ข้าราชการที่มีพฤติการณ์คอร์รัปชันบางคนยังคงทำงานอยู่ที่เดิม ข้าราชการบางส่วนมีทัศนคติเปลี่ยนไป ข้าราชการเหล่านี้เมื่อ เห็นข้าราชการเจ้าหน้าที่บางคนได้ดีได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเพราะสนองตอบนักการเมืองในการร่วมมือทุจริตคอร์รัปชัน ก็เริ่มไขว้เขว จึงเป็นการยากที่จะทำให้กระทรวงพาณิชย์ปลอดจากคอร์รัปชัน เพียงชั่วข้ามวันข้ามคืน

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนไปฟังคำกล่าวเปิดงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้คำตอบชัดเจนในระดับหนึ่ง จากคำกล่าวเปิดงานที่มีความตอนหนึ่งว่า “หาก ท่านนิยามว่า Zero Corruption คือการไม่มีการคอร์รัปชันอีกเลยในโลกนี้ ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่หากท่านลองมองว่าการทำ Zero Corruption เริ่มต้นทำได้ที่ตัวของท่านเองก่อน คือท่านต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะในฐานะผู้ให้ ผู้รับ ผู้สนับสนุนส่งเสริม หรือผู้พบเห็นแต่เพิกเฉยแล้ว ผมเชื่อว่าท่านเริ่มต้นปฏิบัติตนแบบ Zero Corruption ได้ตั้งแต่วินาทีนี้เลย และเมื่อทุกคน ยึดมั่นในหลักการ Zero Corruption นี้แล้ว ผมเชื่อว่าเป้าหมายระดับประเทศและระดับโลกคงเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก”

บทสรุป อาจกล่าวได้ว่าการเป็น Zero Corruption ของกระทรวงพาณิชย์ ก็คือประชากรทุกคนในกระทรวงพาณิชย์จะต้องเริ่มทำที่ตัวเองก่อน โดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชัน ซึ่งเชื่อได้ว่าผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบันหลายคน รวมทั้งข้าราชการที่ใฝ่ดีที่เป็นข้าราชการส่วนใหญ่มีวัตรปฏิบัติเป็น Zero Corruption อยู่แล้ว ส่วนข้าราชการที่หลงผิดหรือไขว้เขวไปบ้าง ทุกฝ่ายทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานต้องช่วยกันแก้ไขปลูกฝังทัศนคติให้ทุกคนรักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม