วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การสืบสวนการเลี่ยงภาษีโดยคณะกรรมาธิการยุโรป

เมื่อต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

แต่ในเพียงเวลาอันสั้น ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนปัจจุบันและอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศลักเซมเบิร์ก นายฌอง-โคลด ยุงเกอร์ ก็ได้ประสบกับมรสุมทางการเมืองขนาดย่อม อันเนื่องมาจากการตีพิมพ์รายงานข่าวโดยเครือข่ายผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวน The International Consortium of Investigative Journalists (ICIJ) พร้อมเอกสารสำคัญต่างๆ ที่ส่วนใหญ่รั่วไหลมาจาก PwC 1 ใน 4 บริษัทที่ปรึกษาทางบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การเปิดเผยดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาหลักการคำนวณที่เป็นประโยชน์ทางภาษีระหว่างรัฐบาลลักเซมเบิร์กและบรรษัทข้ามชาติชั้นนำของโลกมากกว่า 340 แห่ง เช่น เป๊ปซี่ โฟล์คสวาเกน และ อิเกีย ที่ได้จดทะเบียนและใช้ประเทศลักเซมเบิร์กเป็นที่อยู่ทางภาษี เป็นการตอกย้ำข้อครหากรณีการหลีกเลี่ยงภาระทางภาษีของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ และการที่ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศได้ดำเนินนโยบายที่ก่อให้เกิดการแข่งขันทางภาษีที่ไม่เป็นธรรม (unfair tax competition) ด้วยการใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่มีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 1 ในบางกรณี และด้วยบทบาทของนายยุงเกอร์ก่อนหน้าการรับตำแหน่งนี้ การตีพิมพ์รายงานนี้จึงได้นำไปสู่วิกฤติความน่าเชื่อถือของประธานกรรมาธิการยุโรปคนล่าสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ยังส่งผลให้หลายกลุ่มการเมืองต่างๆ เรียกร้องให้นายยุงเกอร์ลาออกจากตำแหน่งแม้ว่าจะเพิ่งได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นเพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยกลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและขวาจัดได้รวบรวมรายชื่อยื่นญัตติไม่ไว้วางใจประธานกรรมาธิการยุโรปต่อสภายุโรป ซึ่งญัตติดังกล่าวก็แพ้คะแนนเสียงฝ่ายสนับสนุนนายยุงเกอร์อย่างไม่เป็นที่น่าแปลกใจ แต่ฝ่ายนายยุงเกอร์ ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงประวัติการทำงานของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของลักเซมเบิร์ก โดยยืนยันว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลภายใต้การนำของตนนั้นชอบด้วยกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และประเด็นที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบอบนโยบายการคลังภายในสหภาพฯในปัจจุบันที่ไม่มีการควบคุมหรือควบรวมนโยบายด้านภาษีในระดับสหภาพฯ

หลายฝ่ายยังมีความเห็นว่า เจตนารมณ์ของสหภาพฯในการดำเนินการต่อไปในประเด็นนโยบายการคลังร่วม (fiscal union) ยังไม่ชัดเจนและข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกล่าสุดในประเด็นนโยบายการคลังของสหภาพฯ (European Fiscal Compact) ยังดูเหมือนเป็นเพียงการเพิ่มความเข้มงวดของข้อตกลงก่อนหน้านี้ (Stability and Growth Pact) เท่านั้น เพราะฉะนั้นอำนาจในการเรียกเก็บภาษียังเป็นสิทธิอธิปไตยของประเทศสมาชิก

นายยุงเกอร์ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการยุโรปมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปการกำกับดูแลนโยบายภาษีของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และชี้แจงว่าความต้องการของคณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้เป็นการขัดขวางการแข่งขันทางภาษีแต่เป็นความต้องการของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะเห็นการแข่งขันทางภาษีที่เป็นธรรม ซึ่งโดยทั่วไปการแข่งขันทางภาษีระหว่างประเทศไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่ แต่สำหรับสหภาพยุโรปที่ประเทศสมาชิกต่างมีส่วนได้ส่วนเสียในประชาคมเศรษฐกิจที่เป็นตลาดเดียว ที่มีนัยว่าธุรกิจใดที่มีถิ่นฐานที่ตั้งอยู่ภายในประเทศสมาชิกอียูแห่งใดแห่งหนึ่งย่อมได้รับสิทธิต่างๆ ในการเข้าถึงตลาดของประเทศสมาชิกอื่นๆ รวมถึงสิทธิในการเคลื่อนย้ายเงินทุนและรายได้อย่างเสรีภายในสหภาพยุโรปเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีมิติผลกระทบด้านสังคม เพราะว่าการเลี่ยงภาระทางภาษีโดยอาศัยช่องว่างกฎหมายภาษีภายในประเทศสมาชิกใดสมาชิกหนึ่งย่อมส่งผลให้ประเทศสมาชิกรายอื่นๆ หมดโอกาสในการเก็บรายได้รัฐเพื่อเป็นงบประมาณประเทศสำหรับสวัสดิการรัฐต่างๆ ประเด็นการแข่งขันทางภาษีโดยรัฐบาลประเทศสมาชิกต่างๆ อย่างรุนแรงจึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองของฝ่ายการเมืองและสังคมหลายฝ่ายในสหภาพยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปที่กำกับดูแลการแข่งขันของตลาดภายในสหภาพยุโรป (DG Competition) ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2557 ว่าคณะกรรมาธิการฯ (ชุดที่แล้ว) ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกรณีการหลีกเลี่ยงภาษี 3 กรณีใน ประเทศไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก โดยคณะกรรมาธิการฯได้อ้างถึงสนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป (Treaty on the Functioning of the European Unionหรือ TFEU) ข้อ 107 (1) ซึ่งมีความว่า การอุดหนุนโดยภาครัฐที่เป็นการเลือกปฏิบัติและส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ทำให้เกิดการบิดเบือนการแข่งขันนั้นเป็นการละเมิดหลักการของตลาดภายในของสหภาพยุโรป

รัฐบาลของทั้งสามประเทศสมาชิกถูกกล่าวหาว่าได้ให้การอุดหนุนโดยภาครัฐ (state aid) อย่างเลือกปฏิบัติโดยการออกหนังสือ comfort letters แก่บรรษัทข้ามชาติให้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนทางภาษีและหลีกเลี่ยงภาระภาษีจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ด้วยวิธีการตกลงการแจ้งราคาของสินค้าและบริการหรือธุรกรรมล่วงหน้า (advance pricing arrangement) สำหรับรายได้จากบริษัทในเครือที่ดำเนินการในต่างประเทศหรือประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อการคำนวณภาระภาษีกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านภาษีในทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งหากการสืบสวนและไต่สวนเสร็จสิ้นและผลปรากฏว่าการใช้วิธีการคำนวณภาษีดังกล่าวเป็นการให้ประโยชน์แก่ บริษัทแอปเปิลในไอร์แลนด์ สตาร์บัคส์ในเนเธอร์แลนด์ และบริษัทเงินทุนของเฟียตในลักเซมเบิร์ก บรรษัทข้ามชาติทั้งสามอาจจำต้องชดใช้จำนวนเงินที่ถูกตัดสินว่าเป็นการอุดหนุนโดยภาครัฐตามกฎหมายของอียู

แม้ว่าประเด็นเรื่องนโยบายภาษีนิติบุคคลของประเทศสมาชิกอียูหรือภาระภาษีของบรรษัทข้ามชาติจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย แต่ในปัจจุบันสถาบันทางการเงินในประเทศไทยได้มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทกองทุนเปิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF บางกองทุนที่มีการนำเงินทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยสถาบันการเงินของไทยไม่ได้เป็นผู้บริหารเงินลงทุนเองแต่เป็นการนำเงินลงทุนไปซื้อกองทุนที่มีการบริหารและจดทะเบียนในต่างประเทศ (master fund) ซึ่งมักจะเป็นหน่วยลงทุนแบบ exchange traded funds หรือ ETFs ที่ลงทุนในตลาดตราสารทุน ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมัน หรือตราสารอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดซื้อขายต่างๆ ทั่วโลกโดยสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งกองทุนเหล่านี้มักจะจดทะเบียนอยู่ในประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำหรือให้ผลประโยชน์ทางภาษีสูง เช่น เกาะเคย์แมน หรือ รัฐเดลาแวร์ ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศลักเซมเบิร์กและไอร์แลนด์

เมื่อดูตัวเลขจากการคำนวณโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ Oliver Wyman แล้วจะเห็นได้ชัดว่า เมื่อสิ้นสุดปี 2556 ประเทศลักเซมเบิร์กและไอร์แลนด์เป็นที่ตั้งจดทะเบียนของทรัพย์สินภายใต้การบริหารกองทุนเหล่านี้มากถึง 1.48 และ 0.74 แสนล้านยูโรตามลำดับ จากทรัพย์สินภายใต้การบริหารกองทุนทั้งหมดในสหภาพยุโรปจำนวน 2.29 แสนล้านยูโร โดยในระยะเวลาตั้งแต่ 2553 - 2556 ทรัพย์สินภายใต้การบริหารของกองทุนต่างๆ ได้ขยายตัวด้วยอัตราสูงถึง ร้อยละ 60 ในประเทศไอร์แลนด์ และร้อยละ 10 ในประเทศลักเซมเบิร์ก จากการสำรวจหนังสือชี้ชวนนักลงทุนของกองทุนต่างๆ ในประเทศไทยอย่างคร่าวๆ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมรายใหญ่เกือบทุกแห่งมีผลิตภัณฑ์ให้นักลงทุนรายย่อยได้เลือกลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ในสหภาพยุโรป

เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแล (ที่ไม่มีในปัจจุบันและอาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบหลวมๆ ในอนาคต) ของนโยบายภาษีนิติบุคคลของรัฐบาลประเทศสมาชิกต่างๆ ในระดับสหภาพยุโรปโดยคณะกรรมาธิการภายใต้การนำของนายยุงเกอร์อาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนภาษี ต้นทุนการบริหารงานและกำไรของกองทุนต่างๆ ในประเทศสมาชิกบ้างและคงเป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามองในอนาคตสำหรับนักลงทุนไทยต่อไป

ท่านผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter “@thaieurope-news” และ Facebook “thaieurope.net”