วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้ำ ไทยควรสร้างเขื่อนแม่วงก์!

ผมดูงานเมืองทั่วโลกมาไม่ต่ำกว่า 150 เมือง ขอยกประสบการณ์ 3 เมืองมาชี้ให้เห็นว่า “เขื่อนแม่วงก์” จำเป็นอย่างไร

สำหรับประเทศไทย โดยบทความนี้ต่อเนื่องจากครั้งก่อน (http://goo.gl/SLSYt6) ซึ่งมีผู้อ่านถึง 9,000 ราย และส่วนใหญ่ชอบหรือรู้สึกเร้าใจ

ปกติผมเขียนคอลัมน์ในหน้าต่างประเทศด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่ไหงมาเกี่ยวกับชนบทไทยเรื่องเขื่อนแม่วงก์ ความเกี่ยวโยงก็คือการนำหลักคิดที่ไม่ “ดรามา” จากมุมมองในต่างประเทศมาให้พิจารณานั่นเอง จริงๆ ตอนแรกผมก็ไม่เอาเขื่อน แต่ไตร่ตรองจากข้อมูลรอบด้านแล้ว สร้างเขื่อนดีกว่าผมมีภาพ 3 ภาพมาให้ดูให้ “ตาสว่าง” กันนะครับ

ในปีนี้เอง ผมพาคณะอาจารย์ นักพัฒนาที่ดินและนักอุตสาหกรรมก่อสร้างไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ที่กรุงโตเกียวถึง 75 คน ผมพาขึ้นตึกที่สูงที่สุดในกรุงโตเกียวคือ Tokyo Skytree ภาพนี้ ท่านจะเห็นความหนาแน่นของตึกรามบ้านช่องในกรุงโตเกียวเขาอยู่กันอย่าง “หนาแน่น” (High Density) แต่ไม่ “แออัด” (Overcrowdedness)

ความหนาแน่นของประชากรในกรุงโตเกียวสูงถึง 6,100 คนต่อตารางกิโลเมตร สูงกว่ากรุงเทพมหานครที่ 3,600 คนต่อตารางกิโลเมตรถึงเกือบเท่าตัว ยิ่งถ้ารวมนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการเข้ากับกรุงเทพมหานครด้วยแล้ว ความหนาแน่นของประชากรในภาคมหานครจะลดลงเหลือเพียง 1,900 คนต่อตารางกิโลเมตร นครที่หนาแน่นกว่าโตเกียวคือสิงคโปร์ (ราว 7,000 คนต่อตารางกิโลเมตร) และนครนิวยอร์ก (ราว 10,000 คนต่อตารางกิโลเมตร)

นี่แสดงว่าคนอยู่กันอย่างหนาแน่นเพียงใดก็ได้ อยู่ที่การจัดระเบียบ ในกรุงเทพมหานครเสียอีกที่เรารู้สึกแออัดเพราะเติบโตแนวราบ หน่วยงานวางผังเมืองไทยเราพยายามไม่ให้กรุงเทพมหานครเติบโตไปในแนวดิ่ง ผลร้ายก็คือความเป็นเมืองแผ่ขยายออกไปในแนวราบ เดี๋ยวนี้บางนาที่ทำนาได้ดีกว่าอยุธยาก็หมดไปแล้ว ชนบทของอยุธยาเองก็ค่อยๆ ถูกรุกทำลายไปเพราะการวางผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ



ลองมองภาพกรุงโตเกียวอีกครั้ง ท่านจะได้ข้อสังเกตอีก 3 ประการเป็นอย่างน้อย

1. แทบไม่มีต้นไม้หรือสวนสาธารณะเลย ถ้าเป็นในไทยคง “ดรามา” กันใหญ่ว่าจะหายใจไม่ออก ไทยวางผังเมืองกระทั่งไป “ยึด” เอาที่ดินเอกชนที่บางกระเจ้ามาเป็น “ปอดของคนกรุงเทพฯ” โดยไม่ได้ขอ ไม่ได้ชดเชยให้พวกเขาสักบาท

2. อาคารสร้างติดๆ กัน เพราะราคาที่ดินแพง จะมัวแต่มาถอยหน้าถอยหลังคงไม่ได้ ถ้าเป็นในกรุงเทพมหานคร พวกนักผังเมืองก็คงไม่ยอม บอกดูไม่งามตาและอาจไฟไหม้ได้ ทั้งๆ ที่กรุงโตเกียว เขามีท่อแก๊สอยู่ใต้ดินอีกต่างหาก ไทยเราจึงไม่ควรอ้างความไร้ประสิทธิภาพในการดับเพลิงมากีดขวางความเจริญ

3. สะพานข้ามแม่น้ำสายต่างๆ ของเขามีถี่ยิบเลย ประมาณทุก 500 เมตร เช่นเดียวกับใจกลางกรุงปารีส แต่โดยเฉลี่ยประมาณทุก 1 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับกรุงโซล แต่ของไทยมีสะพานทุกระยะ 2 กิโลเมตร จึงทำให้ประชาชนที่อยู่ฝั่งธนบุรีเป็นเสมือน “ลูกเมียน้อย” กว่าจะเข้าคิวข้ามสะพานมาทำงานฝั่งกรุงเทพมหานครได้ ก็แทบแย่

การที่นครต่าง ๆ ในญี่ปุ่นอยู่กันอย่างหนาแน่นตามชายฝั่ง ก็เพราะเขามีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง อยู่ไม่ได้ ญี่ปุ่นมีขนาด 377,944 ตารางกิโลเมตร หรือราว 74% ของไทย แต่มีประชากรถึง 127 ล้านคน และ 92% ของประชากรอยู่ในเขตเมือง ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ชนบท บ้างก็รุกป่าซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ (บางส่วน) ไม่รู้เห็นเป็นใจ คงทำได้ยาก ประกอบกับงบการป้องปรามการบุกรุกทำลายป่าก็น้อย มีแต่งบปลูกป่าเอาหน้าเป็นหลัก

ในญี่ปุ่นมีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 3,116 แห่ง (http://goo.gl/7KL8so) ถ้าเป็นในไทยก็คงมีคน “ดรามา” กันใหญ่แล้วว่าสร้างไม่ได้ น้ำนั้นหนัก เดี๋ยวเกิดแผ่นดินไหว เขื่อนจะแตก และแต่ชาวญี่ปุ่นไม่ถูกใครใช้ความกลัวมาหลอกให้หลงทั้งที่อยู่ในแนวแผ่นดินไหว บนภูเขาเขาจึงสร้างเขื่อนมากมาย เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง แต่ในขณะที่หน้าฝน ก็ยังพออุ้มน้ำไว้ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมอีกด้วย



เขื่อนจึงอุ้มน้ำไว้ได้ดีกว่าป่าแน่นอน!ป่าแม้จะซับน้ำไว้ได้บ้าง แต่ก็มักเกิดปรากฏการณ์น้ำป่าไหลหลาก ไหลลงไปทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากมายในแต่ละปีในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่อยู่ในเขตป่าสมบูรณ์แท้ๆ ผมเคยยกตัวอย่างให้เห็นว่าที่นครเซียะเหมินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเซียะเหมินที่ผมไปบรรยายให้กับนักศึกษาปริญญาเอกด้านการพัฒนาเมืองฟังนั้น บนภูเขา ๆ มีเขื่อนกักเก็บน้ำทั้งใหญ่เล็กไว้มากมาย การปล่อยให้น้ำจากฟ้าไหลลงทะเลไปเปล่า ๆ ปลี้ๆ นับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ผมยังไปประเมินค่าโรงงาน วิจัยตลาดโรงแรมและประชุมสัมมนาที่เว้ ดานังและฮอยอันอยู่เป็นระยะ ๆ ภาพแบบ “Amazing” ที่หลายท่านคงไม่เชื่อสายตาตัวเองก็คือ การมีนาข้าวอยู่ริมทะเล เวียดนามก็คล้ายญี่ปุ่น มีขนาดเพียง 65% ของประเทศไทย แต่มีประชากรถึง 90 ล้านคน ลำพังการปลูกข้าวเลี้ยงประชาชนก็แสนเข็ญแล้ว แต่บัดนี้เวียดนามกลายเป็นประเทศส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเช่นเดียวกับไทย

นึกถึงภาพชาวนาเวียดนามที่ทำนาริมทะเลได้ปีละ 3 ครั้ง เรียกได้ว่าผืนนาแทบไม่มีวันพักเลย เทียบกับภาพชาวนาไทยที่ปลูกข้าวได้แค่หนเดียวเพราะขาดน้ำ แถมจะปลูกข้าวนาปรังอีกสักหนเพื่อที่จะ “ลืมตาอ้าปาก” ได้บ้าง ทางราชการกลับบอกว่า “ผิดกฎหมาย” (http://goo.gl/gfdYfB) ที่นาไทยจึงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ย้อนมาถึงเขื่อนแม่วงก์ ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงที่จะสร้างเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี ต่างลุ้นที่จะให้มีเขื่อนแม่วงก์กันแทบร้อยทั้งร้อย ทุกวันนี้พวกเขาเห็นน้ำจากลำน้ำเรวา ไหลทิ้งไปเปล่าๆ ปลี้ๆ โดยไม่มีเขื่อนกักเก็บ (ป่าเก็บน้ำได้ซะที่ไหน) แถมไหลไปท่วมอำเภอลาดยาวบ่อยๆ พอหน้าแล้ง ชาวนาก็ต้องขุดบ่อบาดาล เสียเงินนับหมื่น แถมน้ำที่ขุดได้ ณ ระดับความลึกถึง 60-120 เมตร ก็ยังดื่มไม่ได้เพราะมีสนิมเสียอีก

การสร้างเขื่อนแม่วงก์จึงจะช่วยให้พวกเขามีน้ำกิน น้ำใช้มากขึ้น งานนี้ผมเชื่อชาวบ้านมากกว่าพวกต้านเขื่อน เพราะเขาอยู่ในพื้นที่มานาน รู้ทางไหลของน้ำดีกว่าใคร การสร้างฝาย ขุดบ่ออะไรที่เอ็นจีโอเสนอ เขาก็ทำกันมาแล้ว แต่ไม่ได้ผลเท่าการสร้างเขื่อน



ถ้าวันนี้การสร้างเขื่อนแม่วงก์ถูกห้ามไว้ ต่อไปประเทศไทยก็แทบทำอะไรไม่ได้ เท่ากับถูก “มัดตราสัง” จน “ง่อยเปลี้ยเสียขา” ในขณะที่เพื่อนบ้านโลดทะยานกันใหญ่แล้ว