ปัจจุบันอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหา ความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Security หรือ NTS) มากขึ้น
เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ โรคระบาด ปัญหาแรงงานข้ามชาติ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาเซียนจึงให้ความสำคัญกับ NTS โดยถือเป็นหนึ่งในประเด็นความร่วมมือพื้นฐานของประชาคมอาเซียนเห็นได้จากการทำความข้อตกลงหลายฉบับ เช่น ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองยามฉุกเฉิน (AADMER) ปี 2548 ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือในการค้นหาและกู้ภัยคนและเรือจากภัยทางทะเลปี 2553 แถลงการณ์ร่วมของผู้นำอาเซียนในการเพิ่มความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2554 และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเพิ่มความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติปี 2556
อีกทั้งได้จัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมืออาเซียนเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management หรือ AHA Centre) ขึ้นในปี 2554 เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่สงสัยถึงความสามารถของอาเซียนในการจัดการ NTS โดยสามารถเปรียบเทียบได้จากกรณีของไซโคลนนาร์กีส (2551) ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (2556) และกรณีการหายไปของเที่ยวบิน MH 370 (2557)
ไซโคลนนาร์กีสได้พัดขึ้นฝั่งประเทศเมียนมาร์ในเดือนพ.ค. 2551 สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลให้ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 2 ล้านคน และต้องใช้งบประมาณในการบูรณะถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ในการนี้ อาเซียนภายใต้การนำของดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน สามารถโน้มน้าวรัฐบาลเมียนมาร์ให้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพราะในช่วงแรกรัฐบาลเมียนมาร์กังวลถึงการแทรกแซงกิจการภายในจากต่างชาติอาเซียนยังได้จัดส่งทีม ASEAN-ERAT (ASEAN Emergency Rapid Assessment) จัดตั้งกองทุนความร่วมมืออาเซียนเพื่อการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติอีกทั้งยังได้จัดประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษในวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านมนุษยธรรมอาเซียนเพื่อผู้ได้รับผลกระทบจากไซโคลนนาร์กีสเพื่อเป็นกลไกประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ และยังได้ร่วมกับสหประชาชาติและรัฐบาลเมียนมาร์จัดตั้งกลุ่มไตรภาคี (Tripartite Group หรือ TCG) เพื่ออำนวยการช่วยเหลือให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพจึงถือได้ว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือจัดการกับภัยพิบัติในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนถล่มฟิลิปปินส์ในเดือนพ.ย. 2556 อาเซียนกลับไม่มีบทบาทมากนัก ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 315 กม./ชม. คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 6,300 คน สูญหายมากกว่า 1,000 คน และเกือบ 4 ล้านคนต้องอพยพจากที่อยู่อาศัย แต่อาเซียนไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะการจัดการของศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน (AHA Centre) ที่มีเพียงการส่งเจ้าหน้าที่ 1 คน ไปยังเมือง Tacloban ก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่งตามด้วยเจ้าหน้าที่ ASEAN-ERAT จากบรูไนอีก 2 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ 13 คน คอยติดตามสถานการณ์และแจ้งข้อมูลแก่ประเทศสมาชิก ความช่วยเหลือส่วนใหญ่จึงเป็นไปในรูปแบบทวิภาคีมากกว่าความร่วมมือภายใต้ความเป็นประชาคมอาเซียน เช่น ไทยมอบเงิน 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐพร้อมสิ่งของจำเป็น ขณะที่อินโดนีเซียมอบเงิน 1 ล้านดอลลาร์และเครื่องใช้อุปโภคบริโภคมูลค่ารวม 1 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์มอบเงิน 2 แสนดอลลาร์พร้อมจัดส่งเครื่องบิน C-130 เข้าร่วมภารกิจค้นหาและกู้ภัย ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์ บริจาคเงินประเทศละ 100,000 ดอลลาร์ ในครั้งนี้ อาเซียนไม่มีการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศนัดพิเศษเพื่อการนี้แต่อย่างใด
ไม่กี่เดือนต่อมา อาเซียนและทั่วโลกต้องพบกับเหตุการณ์ที่สร้างความพิศวงมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ การหายสาบสูญไปของเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์เที่ยวบิน MH 370 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 239 คน ในเดือนมีนาคม 2557 เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงการขาดการสื่อสารและการประสานความร่วมมือของอาเซียน ในการค้นหาเครื่องบินดังกล่าวโดยแทบไม่มีการกล่าวถึงการร่วมมือในการจัดทีมค้นหาและกู้ภัยอุปสรรคสำคัญ คือ ความกังวลถึงผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ เห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เต็มใจในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการบินของ MH 370 ของไทยและอินโดนีเซีย ตลอดจนการขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพราะรัฐบาลมาเลเซียถูกมองว่า ไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงกลายเป็นว่า การค้นหา MH 370 เป็นพยายามของแต่ประเทศมากกว่าเป็นการร่วมมือของอาเซียน ซึ่งมาเลเซีย จีน และออสเตรเลีย จะเป็นประเทศที่มีบทบาทหลักมากกว่า
หลายปีที่ผ่านมาแม้อาเซียนจะมีข้อตกลงความร่วมมือในการจัดการภัยคุกคามแบบใหม่มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ปรากฏผลมากนัก กล่าวคือ ในกรณีไซโคลนนาร์กีส อาเซียนได้รับคำชมถึงการจัดตั้งกลไกเพื่อประสานความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้ความช่วยเหลือ และพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้เร็วที่สุดอาเซียนยังได้จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยพิเศษอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่เหมือนจะพัฒนาไปในทางที่ดีกลับชะงักงันเมื่ออาเซียนไม่สามารถร่วมมือกันมากนักในกรณีไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ทำให้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นแบบทวิภาคีและมาจากประเทศนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียมากกว่าโดยไม่มีการประชุมนัดพิเศษเพื่อร่วมมือกันในกรณีนี้อย่างทันท่วงที ซึ่งถ้าเป็นกรณีของสหภาพยุโรปคงจะมีการจัดประชุมอย่างเร่งด่วนในภัยพิบัติระดับนี้ และอาเซียนยิ่งแทบไม่มีความร่วมมือในกรณี MH 370 เพราะความกังวลถึงการเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่ออำนาจอธิปไตยและความมั่นคงแห่งชาติ
สรุปได้ว่า อุปสรรคสำคัญในการร่วมมือจัดการ NTS ของอาเซียน คือ การหวงแหนอำนาจอธิปไตยของชาติสมาชิก และการขาดความสามารถในการรับมือ เพราะขาดทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ ทำให้ความร่วมมือในการจัดการกับความมั่นคงรูปแบบใหม่ของอาเซียนดูเหมือนไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่อาเซียนต้องขบคิดถึงแนวทางในการประนีประนอมระหว่างการเคารพอำนาจอธิปไตยกับการร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่พร้อมรับมือกับภัยคุมคามรูปแบบใหม่ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน









