ตั้งแต่ปี 2553 ที่นิตยสาร Wired ขึ้นปก The Web Is Dead. Long Live the Internet
จนสร้างความฮือฮาถึงการที่เว็บกำลังสิ้นลมลงเพราะการเกิดขึ้นของแอพ และดูเหมือนกระแสความคิดเกี่ยวกับการจากไปของเว็บจะยังคงอยู่
ล่าสุด บทความในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลที่กล่าวถึงความนิยมของโมบายแอพที่กำลังกลืนการใช้งานของเว็บแอพ และเว็บอาจจะตายไปในที่สุด จนเกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นจริงในเรื่องนี้และการเปลี่ยนไปของเว็บในอนาคต
โมบายแอพหรือโมบายเว็บ
ความนิยมของสมาร์ทโฟนส่วนหนึ่งเกิดจากความสะดวกที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ เว็บบราวเซอร์ แผนที่ แชท เกมส์ รวมถึงโมบายแอพ จากค่าย iOS ของแอ๊ปเปิ้ลและกูเกิลเพลย์ซึ่งต่างก็มีโมบายแอพให้ดาวน์โหลดกว่า 1,200,000 แอพ
โมบายแอพ “Mobile App” คือ ซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานอยู่ในอุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน วิธีการใช้จึงต้องดาวน์โหลดจากแอพสโตร์มาติดตั้งลงในเครื่องโมบาย ตัวอย่างเช่น แอพเกมส์ เฟซบุ๊คแอพ ไลน์แอพ กูเกิลเสริ์ชแอพหรือยูทูปแอพ เป็นต้น
เมื่อซอฟท์แวร์ถูกดาวน์โหลดมาติดตั้งในเครื่องจะทำให้แอพหลายประเภททำงานได้เองโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เช่น แอพเกมส์หรือแอพยูทิลีตี้บางประเภท เป็นต้น แต่สำหรับแอพอย่างยูทูปหรือเฟซบุ๊คยังคงต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเพื่อดึงข้อมูลมานำเสนอบนโมบาย
ส่วนโมบายเว็บ “Mobile Web” คือ แอพพลิเคชั่นที่เรียกใช้งานผ่านหน้าเว็บบราวเซอร์บนเครืองโมบาย จึงทำงานได้เช่นเดียวกับเว็บเพจบนเครื่องเดสท๊อปท์ การจะเรียกใช้งานโมบายเว็บต้องมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์กูเกิล ยูทูปหรือเฟซบุ๊คที่ต้องเรียกผ่านเว็บบราวเซอร์ เป็นต้น
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเฟอร์รี่ (Flurry.com) ซึ่งเป็นบริษัทรีเสริ์ชด้านโมบายได้ให้ข้อมูลว่า ชาวอเมริกันใช้โมบายเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง 42 นาที โดยระบุว่า 86% ของเวลาที่ใช้โมบายจะเป็นการเรียกใช้งานผ่านโมบายแอพ ส่วนอีก 14% ของเวลาจะเป็นการใช้งานผ่านโมบายเว็บ
โมบายแอพกลุ่มที่ได้รับความนิยม ได้แก่ แอพเกมส์ (32%) แอพเฟซบุ๊ค (17%) ยูทูป (4%) และแช๊ท (9.5%) ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่าโมบายแอพกำลังจะกลืนการใช้งานของโมบายเว็บ และในที่สุดเว็บก็อาจจะถึงยุคเสื่อมสลายได้
หากเข้าใจว่าโมบายแอพจำนวนมากยังต้องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเพื่อเรียกใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หลัก เช่น แอพเฟซบุ๊คหรือแอพยูทูป เห็นได้ว่าเว็บยังคงมีบทบาทอย่างมาก เพียงแต่ปรับการใช้งานให้สอดคล้องกับแอพพลิเคชั่นอื่น เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียกใช้ข้อมูลให้สะดวกที่สุดบนอุปกรณ์ต่างๆ ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มหลักอย่าง iOS ของแอ๊ปเปิ้ลก็มีการปรับฟังก์ชั่นจาวาสคริปท์ของเว็บที่เรียกผ่านแอพให้สามารถทำงานได้เสมือนกับเรียกผ่านซาฟารีเว็บบราวเซอร์
ที่สำคัญคือการทำงานของเว็บไม่ควรจะถูกจำกัดเพียงคำนิยามของเว็บเพจในบราวเซอร์ แต่ควรรวมถึงระบบหรือแอพพลิเคชั่น ที่เรียกใช้โปรโตรคอลของอินเตอร์เน็ต (หรือ HTTP) เพื่อเชื่อมต่อการทำงานมากกว่า
ซึ่งลักษณะเฉพาะเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเว็บยังคงมีชีวิตดีอยู่ แต่กำลังจะแปลงตัวไปในลักษณะใหม่ที่ห้อมล้อมผู้คนได้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เช่นเดียวกับที่พบในอินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ที่สิ่งของสื่อสารถึงกันผ่านดิจิทัลโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีหน้าเว็บหรือไม่ เพราะการสื่อสารอาจเป็นเพียงสัญญาณหรือแอพที่ติดตั้งอยู่บนหน้าจอตู้เย็น โทรทัศน์ เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ Wearable ต่างๆ
ดิจิทัลตัวแปรหลัก
โมบายและดิจิทัลนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ดึงเอาความสนใจจากผู้คนมากขึ้นทุกวัน eMarketer.com ระบุว่าชาวอเมริกันยังคงใช้เวลากับโมบายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผนวกเวลาการใช้ออนไลน์และโมบายเข้าด้วยกันพบว่าชาวอเมริกันใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 5 ชั่วโมง 46 นาที ในขณะที่ใช้เวลากับทีวีเฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง 28 นาที
แนวโน้มการใช้งานเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกียวกับดิจิทัลมีเดียหรืออุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ เชื่อว่าตัวเลขการใช้ดิจิทัลคงจะเพิ่มสูงขึ้นจากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะถูกผลิตออกมาไม่ว่าจะเป็น Wearable รถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงการแพทย์และการกีฬา
ความน่าสนใจของโมบายแอพในวันนี้ คงไม่ใช่อยู่ที่จำนวนแอพที่เป็นที่นิยมหรือถูกผลิตออกมามากขึ้นทุกวัน แต่ควรเป็นเรื่องของการที่แอพถูกนำไปใช้งานและการเข้าถึงของผู้บริโภค เพราะถึงแม้นักการตลาดจะผลิตโมบายแอพออกมาเพื่อทดแทนช่องทางอื่น แต่การรับรู้และการเลือกใช้แอพที่มีอยู่จำนวนมากก็ยังคงเป็นความท้าทายในวันนี้
ดังนั้น การจะอยู่หรือสิ้นสุดของเว็บคงต้องถูกกำหนดด้วยประโยชน์และการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจมาแทนที่ความพึงพอใจและตอบโจทย์ทางธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คนได้ดีกว่าและทันการณ์ ซึ่งจนกว่ามีนวัตกรรมดิสรัพชั่น (Disruption) ที่มีศักยภาพอย่างที่ได้กล่าวถึง เว็บก็ยังคงมีอนาคตที่สดใสรออยู่








