วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง ไทยต้องมองทั้งด้านบวกและลบ

เมื่อราคาน้ำมันดิบร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง จนมีการพยากรณ์ว่าอาจตกไปถึงบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์

ก็ย่อมหนีไม่พ้นว่าจะต้องเกิดผลพวงตามมาทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมัน Opec ที่มีสมาชิก 12 ประเทศประชุมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่อาจตกลงกันที่จะลดการผลิตเพื่อดันราคาน้ำมันดิบให้กระเตื้องขึ้น ก็ยิ่งมีคำถามเรื่องอนาคตของราคาน้ำมัน และประเด็นความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ผลการประชุมสมาชิกของกลุ่มโอเปคที่กรุงเวียนนาเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาสะท้อนว่า อำนาจต่อรองของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เริ่มจะเบาบาง เพราะพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ไม่ยอมเป็นหัวหอกในการปรับลดการผลิตน้ำมันดิบอย่างที่เคยทำมาในอดีต

เมื่อน้ำมันดิบมีล้นตลาดโลก หากโอเปคลดการผลิตลง ก็ย่อมเสี่ยงกับการทำให้ประเทศอื่นกินส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น เพราะโอเปคไม่ได้ผูกขาดการขายน้ำมันดิบแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกสามารถจะตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างพอเพียง

น้ำมันก็เหมือนกับหลายอย่างในโลกยุคดิจิทัล นั่นคือวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน ใครที่คิดว่าจะทำอะไรเหมือนแต่ก่อนเก่า ก็มีสิทธิจะตกรถด่วนเที่ยวล่าสุดได้เสมอ

โอเปคจึงตกลงที่จะรักษาระดับการผลิตไว้ที่วันละ 30 ล้านบาร์เรล ตามที่ซาอุฯ ซึ่งเป็นสมาชิกผลิตน้ำมันดิบมากที่สุดในกลุ่มนำเสนอ

เป็นกลยุทธ์อดเปรี้ยวไว้กินหวานของซาอุฯ

เพราะโอเปคเริ่มมีคู่แข่งผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่มีต้นทุนสูงกว่า จึงต้องการให้ราคาแพงขึ้นเพื่อจะได้สามารถให้ธุรกิจขุดน้ำมันของตะวันตกคุ้มค่าการลงทุน

กลุ่มโอเปคเชื่อว่าพวกเขามีแรง “อึด” และ “สายป่าน” ยาวกว่าบริษัทน้ำมันในสหรัฐ ดังนั้น หากปล่อยให้ราคาร่วงลงต่ำกว่าที่คู่แข่งจะรับได้นาน ในท้ายที่สุดพวกเขาก็สามารถจะชนะเกมนี้ได้

สหรัฐทดลองผลิตน้ำมันจากชั้นดินที่เรียกว่า shale oil เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง แต่ต้นทุนการผลิตยังสูง และหากน้ำมันดิบจากโอเปคลดลงเรื่อย ๆ แรงจูงใจที่จะผลิตน้ำมันจากชั้นดินก็จะน้อยลงไป

พูดง่าย ๆ คือกลยุทธ์ของโอเปคด้านหนึ่งก็คือ การทำให้ราคาน้ำมันดิบถูกถึงระดับที่ไม่มีใครในสหรัฐ อยากลงทุนผลิตน้ำมันจากชั้นดินไปอีกนาน

ปัญหาอีกด้านของโอเปคคือ สมาชิกทั้ง 12 ชาติไม่ได้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอย่างเหนียวแน่นเท่าไหร่นัก เพราะแม้มีข้อตกลงว่าจะลดการผลิต แต่หลายประเทศก็แอบผลิตเกินจำนวนที่ตกลงกันอยู่แล้ว เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง

เรียกว่ามีการเบี้ยวกันอยู่แล้วเป็นปกติวิสัย ดังนั้นแม้มีการประกาศลดการผลิตก็ไม่ได้แปลว่า ปริมาณการผลิตจริงจะหดตัวลงเพื่อดันราคาขึ้นได้แต่อย่างไร

สมาชิกโอเปคบางประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอเช่นเวเนซุเอลา และไนจีเรีย ย่อมไม่ต้องการเห็นราคาน้ำมันลดลงไปต่อเนื่อง เพราะประเมินกันแล้วว่าสองประเทศนี้ต้องให้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ใกล้ ๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจะมีรายได้ที่จะทำให้งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลประจำปีไม่ติดลบจนเป็นปัญหา

อิหร่านก็เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจหนักหากราคาน้ำมันไม่กระเตื้องขึ้น เพราะถูกคว่ำบาตรไม่ให้ขายน้ำมันดิบไปหลายประเทศ อันมีสาเหตุจากโครงการนิวเคลียร์ของตนเอง

ซาอุฯ เป็นศัตรูร้ายกาจของอิหร่าน จึงมีการมองว่าบางทีอาจจะเป็นแผนของซาอุฯ ที่ต้องการกดราคาน้ำมันดิบให้ต่ำ เพื่อกดดันอิหร่านก็เป็นได้แต่เกมนี้มีผลดีต่อผู้บริโภคน้ำมัน และประเทศนำเข้าน้ำมันแน่นอน

เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ราคาน้ำมันดิบยังยืนอยู่ที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หลังการประชุมโอเปคเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาร่วงลงไปที่ 72.76 ดอลลาร์

หากร่วงถึง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเศรษฐกิจโลก ก็จะปรับโฉมอย่างมาก ซึ่งจะมีทั้งด้านบวกและลบสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

รัฐบาลไทยมีแผนรองรับการปรับตัวครั้งใหญ่ของราคาน้ำมันดิบหรือยัง?