นายเกริกไกร จิระแพทย์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญหากสามารถดำเนินการได้ นั่นคือ การปรับแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจของประเทศ จากสิ่งที่เรียกว่า "เศรษฐกิจเสรีนิยมประชาธิปไตย" มาเป็น "สังคมเสรีนิยม" โดยระบุว่ามีการพูดคุยกันในสปช.มาหลายครั้ง และสรุป วิสัยทัศน์ คือ "สังคมที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความเสมอภาค เอื้ออาทร มีการแข่งขันที่ทัดเทียม ฉลาดเฉลียว และใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือการพัฒนา"
สาเหตุที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เนื่องจาก "แนวปรัชญาเสรีนิยมนี้ได้ใช้ในไทยมานานกว่า 70-80 ปี แต่เจตนารมณ์ในการทำให้เสรี ยังไม่ได้ทำ 100% รัฐบาลที่ผ่านมาได้เบี่ยงเบนบิดเบือนเจตนารมณ์เสรีนิยมไปในทางที่ไม่เป็นคุณกับคนส่วนใหญ่" และอธิบายหลักการ"สังคมเสรีนิยม"ว่า แนวทางเศรษฐกิจที่สังคมเป็นใหญ่ โดยจะต้องมองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ให้คนกลุ่มเล็กมาผูกขาด ขณะเดียวกันเราก็ไม่ไปผูกมัดและกีดขวางการทำงานที่เป็นเสรี" นั่นหมายถึง "เอกชนมีเสรีในการประกอบธุรกิจ รัฐไม่เข้ามาแข่งขัน หรือ ควบคุมเกินความจำเป็น โดยมุ่งเน้นการเสมอภาคทัดเทียม"
อันที่จริง ปรัชญาทางเศรษฐกิจ"สังคมเสรีนิยม" ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะเป็นแนวคิดที่เสนอทางออกของผลเสียหายจากเศรษฐกิจทุนนิยมตะวันตกมานานแล้ว แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดที่เกิดคู่ขนานกันมานาน ยิ่งทุนนิยมสร้างความเสียหายกับสังคมสิ่งแวดล้อมมากเท่าไร แนวปรัชญาเศรษฐกิจก็ยิ่งเป็นทางเลือกให้คนสนใจมากขึ้นเท่านั้น และหากกล่าวถึงที่สุดแล้ว ในปัจจุบันแทบจะไม่มีระบบปรัชญาทางเศรษฐกิจการเมืองเพียง"หนึ่งเดียว"ที่นำมาใช้ เพราะทุกระบบเศรษฐกิจการเมืองมักจะมีแนวคิดของปรัชญาทางเศรษฐกิจอื่นเข้ามาสอดแทรกอยู่เสมอ
แต่การชูประเด็น"สังคม"ขึ้นมาในช่วงแห่งการปฏิรูปครั้งนี้ แทบจะมีเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการพูดอย่างชัดเจน และกล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ขณะนี้คนในสังคมยังไม่มีใครเชื่อนักว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นในสังคมไทย เพราะในอดีตก็มักจะกล่าวถึงคำว่า"สังคม"กันอยู่ตลอดเวลา แต่การพูดถึง"สังคม"ในช่วงเวลานี้ ได้หยิบโยงเอามิติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมองสังคมเป็นองค์ประกอบเดียวที่คนไทยต้องอยู่ร่วมกันและร่วมกันพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ดังนั้น จึงเป็นการพูดถึง"สังคม"ที่มีความหมายอย่างยิ่งว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นในสังคมไทย
แน่นอนว่าหากแนวทางการปฏิรูปประเทศ เป็นไปตามที่นายเกริกไกรกล่าวถึง หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกันนี้ ก็อาจเป็นแนวทางการปฏิรูปที่ไม่ราบรื่นนัก เพราะย่อมเกิดกระแสการต่อต้านขึ้นมาอย่างกว้างขวาง โดยไม่นับรวมการต่อต้านเชิงสัญญลักษณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ซึ่งอย่าลืมว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น กลุ่มทุนของไทยได้มีการใช้ทรัพยากรของประเทศค่อนข้างมาก และเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มเดียวที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่ ดังนั้น แนวทางการปฏิรูปตามที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากว่าจะมีผลทางปฏิบัติเพียงใด









