วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อท่านประธานาธิบดี ตีตั๋วชั้นประหยัด

ภาพนี้จากหนังสือพิมพ์ Straits Times สิงคโปร์สร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะที่เห็นถ่าย selfi อยู่นี่ไม่ใช่ดารา

หรือนักร้องที่ไหน หากแต่เป็นประธานาธิบดีโจโก วิโดโด้ แห่งอินโดนีเซีย ที่บินไปเยี่ยมลูก นักเรียนมัธยมที่เรียนอยู่สิงคโปร์ เมื่อไม่กี่วันก่อน

เป็นข่าวดังเพราะแกซื้อตั๋วชั้นประหยัดกับภรรยาบินไปหาลูก ไม่บินชั้นหนึ่ง ไม่ใช้เครื่องบินราชการ และไม่ต้องมีหน่วยอารักขาล้อมหน้าล้อมหลัง

เพราะ “โจโกวี” บอกว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว ไม่ใช้งบหลวง และไม่ต้องการให้ประเทศเจ้าภาพต้อนรับขับสู้อะไร

แต่นายกฯหลี่ เสียน หลง ของสิงคโปร์ ก็ยังเชิญไปกินข้าวเช้าเพื่อพูดคุยเรื่องราวระหว่างสองประเทศ ในฐานะเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง

แวดวง social media มิวายมีทั้งผู้ชื่นชมและวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างภาพทางการเมือง

คนที่เชียร์บอกว่านี่คือความสมถะของผู้นำ

อีกบางคนไปรู้มาว่าท่านประธานาธิบดีแม้จะบินชั้นประหยัด แต่ก็พักโรงแรมห้าดาว ย่านถนนออร์ชาร์ด ศูนย์กลางเมืองอยู่ดี

คนวิพากษ์บอกว่า “โจโกวี” สร้างภาพมากกว่าจะเป็นคนเชื่อในพฤติกรรม “พอเพียง” จริง ๆ เพราะถ้าเป็นคนเท้าติดพื้นจริงก็ต้องทำอะไรประหยัด ๆ เหมือนกันหมด ไม่ใช่บินชั้นราคาประหยัดแต่พักโรงแรมหรู อย่างนี้ไม่จริงใจและไม่จริงจัง

แต่ที่ผมเห็นว่าผู้นำอินโดฯคนใหม่ แสดงเป็นตัวอย่างได้ดีคือตอนขึ้นเครื่องบินเที่ยวนี้แกกับภรรยาที่ชื่อ อิเรียนา ไปยืนเข้าคิวเหมือนผู้โดยสารคนอื่น ทั้งสำหรับตรวจคนเข้าเมืองและผ่านการตรวจตราด้านความปลอดภัยเหมือนกัน

ทั้ง ๆ ถ้าหากแกเป็นคนต้องการสร้างภาพเท่านั้น ก็อาจจะไม่ต้องไปยืนเข้าแถวเหมือนคนอื่น เพียงแต่เรียกนักข่าวช่างภาพมาถ่ายรูปถือตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด หรือให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ออกข่าวทำนองนั้นก็ได้เช่นกัน

แต่ “โจโกวี” ไม่ออกข่าว แม้ว่าจะมีผู้โดยสารคนอื่นที่เห็นแก ขอจับมือและถ่ายรูปเท่านั้น

วันต่อมาผมก็เห็นนายกฯสิงคโปร์เอารูปนั่งกินอาหารเช้ากับผู้นำอินโดฯ พร้อมบอกสูตรอาหารเสร็จ โดยบอกว่า “โจโกวี” มาพิธีเรียบจบมัธยมปลายของลูกชายที่โรงเรียน ACS (International)

ลูกชายวัย 19 ชื่อ Kaesang Pangarep ไปโรงเรียนด้วยรถประจำทางทุกวัน

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ข้าราชการและนักการเมืองของอินโดฯ คงได้เห็นตัวอย่างที่ท่านผู้นำที่ต้องการจะแสดงถึงการเอาจริงเอาจัง กับการปฏิบัติตนให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชนคนอินโดฯ นั่นคือการแยกให้ถูกว่าอะไรคือเรื่องส่วนตัวอะไรคืองานทางการ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้นำบินชั้นไหนหรือพักโรงแรมระดับไหน แต่อยู่ที่ว่าอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวก็ต้องไม่มาเบียดบังเวลาและงบประมาณที่เป็นภาษีประชาชน

นักการเมืองหลายประเทศรวมทั้งไทย ไม่สนใจอันตรายอันเกิดจากพฤติกรรม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และมักจะเอาของหลวงมาใช้กับกิจกรรมส่วนตัว และเมื่อทำจนเป็นกิจวัตร ก็มักจะคิดว่าการมีตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง หรือเป็นข้าราชการนั้นมีสิทธิจะใช้เวลาและงบประมาณทางการเพื่อส่วนตัวอย่างไม่มียางอาย

อันเป็นที่มาของปัญหาคอร์รัปชันระดับชาติ เพราะเมื่อเริ่มต้นโกงเล็กโกงน้อยได้ ต่อมาก็โกงใหญ่โกงโต จนกลายเป็นการ “กินตามน้ำ” และ “โกงทั้งโคตร” อย่างที่เห็นกันในบ้านเมืองเรา