วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะ (3)

การยึดครองและการฟื้นฟูหลังสงคราม (1945 - 1959)

คำพูดสำนึกผิด

พระจักรพรรดิได้ทรงย้ำแล้วย้ำอีกถึงคำพูดสำนึกผิดต่อเรื่องที่ไม่สามารถป้องกันสงครามที่นำมาซึ่งโศรกนาฏกรรมได้

วันที่ 16 ต.ค. ในโอกาสที่ ชิเดฮารา คิจูโร (幣原喜重郎) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมในโต๊ะเสวยพระกระยาหารนั้น เรื่องการเสด็จประพาสยุโรปได้กลายเป็นหัวข้อสนทนา พระจักรพรรดิได้ทรงตรัสว่า “ถ้าหากตอนนั้นสามารถเยือนสหรัฐอเมริกาได้ อย่างน้อยที่สุด ก็สามารถเข้าใจสภาวการณ์ในประเทศนั้นได้ และ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้บ้าง”

วันที่ 19 ก.ค.1948 ในโอกาสที่ Eichelburger ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 8 ของสหรัฐอเมริกาได้เข้าเฝ้าเพื่อกราบถวายบังคมทูลลาเนื่องจากพ้นจากตำแหน่งที่มีกำหนดในเดือนถัดไป พระองค์ทรงแสดงออกอย่างชัดเจนว่า “รู้สึกเสียใจที่ทรงไม่สามารถหยุดยั้งสงครามได้ไม่ว่าจะใช้ความพยายามอย่างใดในการรักษาสันติภาพ” และยังได้ทรงตรัสว่า “เชื่อมั่นว่าจากนี้ต่อไป ประชาชนชาวญี่ปุ่นจะปฏิบัติตามแถลงการณ์พอตสดัมอย่างซื่อสัตย์และสร้างระบบประชาธิปไตยขึ้นมา”

วันที่ 12 พ.ย.ปีเดียวกัน แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีที่กำหนดจะมีขึ้นภายหลังการพิพากษาของศาลทหารระหว่างประเทศในตะวันออกไกล มีใจความว่า “พระจักรพรรดิทรงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้งต่อชะตากรรมอันเนื่องมาจากสงครามและอธิษฐานให้เกิดสันติภาพของโลกและความสุขของประชาชน” แต่ในที่สุดก็ไม่ได้มีการประกาศออกมา


การสละราชสมบัติ

วันที่ 29 ส.ค.1945 พระองค์ได้ทรงสอบถาม คิโต โคอิจิ ข้าราชการฝ่ายในว่า “ถ้าหากสละราชสมบัติแล้ว จะสามารถหยุดยั้งการส่งตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อสงครามหรือไม่” วันที่ 4 ม.ค.1946 พระองค์ได้ทรงถ่ายทอดความห่วงใยที่มีต่อความตั้งใจของกองบัญชาการทหารสัมพันธมิตรเกี่ยวกับปัญหาการสละราชสมบัติโดยผ่าน ฟูจิตะ ฮิซาโนริ (藤田尚徳) นายทหารประจำพระองค์

วันที่ 20 มี.ค.ปีเดียวกัน เทราซากิ ฮิเดนาริ (寺崎英成) หัวหน้ากองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง ได้เข้าพบ Fellers เลขานุการของนายพลแมคอาเธอร์และได้รับคำตอบว่า เขาเชื่อว่าท่านนายพลไม่มีความประสงค์ให้สละราชสมบัติ

วันที่ 9 ก.ค.1948 แม้ว่า มัทสึไดรา สึเนโอะ (松平恒雄) ข้าราชการในพระองค์จะได้ขอคำยืนยันต่อปัญหาการสละราชสมบัติ ก็ยังคงได้รับคำชี้แจงว่า พระองค์ควรจะทรงรับผิดชอบโดยการอยู่ในราชสมบัติต่อไป วันที่ 29 ต.ค. โยชิดะ ชิเงรุ (吉田 茂) นายกรัฐมนตรี ก็ได้กราบบังคมทูลความเห็นของนายพลแมคอาเธอร์ต่อพระจักรพรรดิว่า “พระองค์ทรงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องสละราชสมบัติ”


การบูรณะญี่ปุ่น

ในยุคการยึดครองญี่ปุ่น ความกระตือรือร้นในการบูรณะและการมีส่วนร่วมในนโยบายหลังสงครามขององค์พระจักรพรรดิอาจหาอ่านได้ตามบันทึกต่างๆ

วันที่ 2 ก.ย.1947 พระจักรพรรดิทรงมีรับสั่งให้ คิโนะชิตะ มิจิโอะ (木下道雄) รองหัวหน้าข้าราชบริพารในราชสำนัก เข้าเฝ้าและได้ทรงมอบหมายให้ทำการถ่ายทอดหลักการที่พระองค์ยึดถือให้แก่ คาตายามา เททสึ (片山 哲) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่า “ขอให้แบ่งแยกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมให้ชัดเจน ในภาวะปัจจุบันที่ประชาชนทั้งประเทศกำลังลำบาก ควรจะตระหนักถึงการเสียสละในเรื่องส่วนตัว และ ควรจะค่อยๆ ปฏิรูปไม่ให้เกิดการต่อต้านในเรื่องการปฏิรูปสิ่งต่างๆ”

วันที่ 19 เดือนเดียวกัน เทราซากิ ฮิเดนาริ ได้เข้าเยี่ยมคำนับ Siebold หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศของกองบัญชาการทหารสัมพันธมิตรและได้ถ่ายทอดข้อความว่า “พระจักรพรรดิทรงปรารถนาให้สหรัฐอเมริกายังคงกองทหารยึดครองโอกินาวาและหมู่เกาะริวกิวต่อไป พระองค์ทรงพิจารณาว่า การยึดครองเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและยังเป็นการคุ้มครองญี่ปุ่นด้วย”

"พระบรมราชโองการเกี่ยวกับการบูรณะญี่ปุ่นยุคใหม่" (新日本建設に関する詔書) ที่ประกาศ ณ วันที่ 1 ม.ค.1946 หรือที่เรียกว่า “แถลงการณ์แห่งความเป็นมนุษย์” (人間宣言) มาจากร่างที่ Dyke หัวหน้าฝ่ายสารนิเทศพลเรือน กองบัญชาการทหารสัมพันธมิตร และ Blythe อาจารย์ที่งักขุชิวอิน (学習院) จัดทำขึ้นตั้งแต่เดือนธ.ค.1945 และถวายพระจักรพรรดิเพื่อพระราชวินิจฉัย (พระบรมราชโองการฉบับนี้ประกาศในวันปีใหม่แรกหลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามเพื่อทรงย้ำเตือนให้ชาวญี่ปุ่นทราบว่า ประชาธิปไตยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังจะทำให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิมตามคำสาบาน 5 ข้อที่ได้รับพระราชทานจากพระจักรพรรดิเมจิ และ ข้อความเพียง 1 ใน 6 ตอนท้ายเท่านั้นที่ประกาศให้ชาวญี่ปุ่นทราบว่า พระจักรพรรดิไม่ใช่พระเจ้า) คำสาบาน 5 ข้อเป็นสิ่งที่แทรกเข้าไปในวันที่ 27 ธ.ค. ตามพระประสงค์ของพระองค์

วันที่ 29 ธ.ค. โยชิดะ ชิเงรุ นายกรัฐมนตรี กับ คิโนะชิตะ รองหัวหน้าข้าราชบริพารในราชสำนักได้บรรลุข้อตกลงในการแก้ไขร่างพระบรมราชโองการ ใจความที่ว่า “แนวคิดที่ว่าชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า เหนือกว่าชนชาติอื่นๆ และ มีชะตากรรมที่จะต้องควบคุมโลก จนกลายมาเป็นความรับผิดชอบของญี่ปุ่น” ได้ถูกแก้ไขโดยนายพลแมคอาเธอร์เป็น “พระจักรพรรดิเท่านั้นที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า” และกลายมาเป็นส่วนที่มีปัญหา

พระจักรพรรดิทรงมีความเห็นว่า “ไม่เห็นด้วยกับส่วนที่ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้สืบเชื้อสายจากพระเจ้า” จึงทำให้มีการแก้ไขร่างเป็น “ข้าพเจ้าเท่านั้นที่เป็นอวตารของพระเจ้า พวกท่านชาวประชาเท่านั้นที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้า”

ข้อสังเกตของอิคามิ โทโอรุ (井上 亮)

(หนึ่งในคณะบรรณาธิการบันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะ)

การศึกษาเกี่ยวกับพระจักรพรรดิมีปริมาณมากมายมหาศาลจริงๆ อาจมีบางประเด็นที่ขาดหายไปบ้าง แต่ภาพโดยรวมก็อาจกล่าวได้ว่าชัดเจน แต่เมื่ออ่านเรื่องราวประจำวันที่เรียงตามลำดับเวลาที่เกิดเหตุการณ์ กลับมีสิ่งที่ทำให้สะดุดใจจำนวนมาก หนึ่งในนั้น ก็คือ ความอันตรายของระบบประเทศที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเมจิ

พระจักรพรรดิทรงไว้ซึ่งอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด แต่ด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ “แม้ว่าจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่อำนาจที่แท้จริงกลับไปอยู่ที่รัฐสภา” ตามลักษณะของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองและการทหารเป็นเรื่องที่บริหารงานโดยข้าราชการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยการกราบบังคมทูลข้อเสนอแนะการดำเนินงานและขอพระราชทานการตัดสินพระทัย

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพระจักรพรรดิไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต เรื่องต่างๆ ก็ไม่อาจดำเนินการได้เช่นเดียวกัน เมื่ออ่านบันทึกจริงแล้ว ก็จะทราบว่า พระจักรพรรดิทรงได้รับการถวายรายงานเรื่องราวต่างๆ ของบ้านเมืองทุกวัน และ ทรงได้รับความกดดันให้ต้องตัดสินพระทัยตลอดเวลา

แม้ว่าจะไม่มีความรับผิดชอบ แต่ก็มีความกดดันในระดับหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสงครามที่เดิมพันด้วยชะตากรรมของบ้านเมืองด้วยแล้ว ความรับผิดชอบก็ยิ่งประมาณมิได้ ในช่วงของสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก การที่พระจักรพรรดิโชวะทรงตกอยู่ภายใต้ความกดดันทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เพียงดูจากบันทึกหมายกำหนดการ ก็สามารถคาดคะเนได้ว่าพระจักรพรรดิทรงมีความกดดันเพียงใด

แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวบันทึกจริง ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ประเมินจากเอกสารสำเร็จรูป สำนักพระราชวังจึงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ในลักษณะของเรื่องบอกเล่า ในบางกรณี เป็นเรื่องที่คลุมเครือเสียยิ่งกว่าปิดเอาไว้เสียอีก

ในหลายๆ แห่ง เรื่องสำคัญๆ ก็ตกหล่นหายไปโดยที่เข้าใจได้ยาก ตัวอย่าง เช่น กรณีการวางระเบิดสังหารนายพลจางโซหลินในปี 1928 การเกิดวิกฤติการเงินทั่วโลกในปี 1929 เหตุการณ์โจมตีพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ด้วยนิยายชื่อ “ฟูริวมุทัน” (風流夢譚) ในนิตยสาร จูโอโครอน (中央公論) ในปี 1960-61 การนำป้ายชื่อของอาชญากรสงครามประเภท ก. เข้าประดิษฐานในศาลเจ้ายาสุคุนิ (靖国神社) ในปี 1978 ทั้งหมดนี้ไม่มีการบันทึกใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ส่วนที่ลดทอนความเกี่ยวข้องกับสงครามอย่างชัดเจนของพระจักรพรรดิให้น้อยลงมีให้เห็นได้ทั่วไป ตัวอย่าง เช่น ส่วนที่พระจักรพรรดิทรงกล่าวต่อ โคคุระ โคยิ ข้าราชบริพาร ถึงความไม่สบายใจต่อสงครามในวันที่ 11 ธ.ค.1942 เป็นต้น ในบันทึกของ โคคุระ โคยิ ก็มีบันทึกไว้ชัดเจนด้วยใจความดั้งเดิมว่า “เมื่อสงครามเริ่มต้นเสียแล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด” ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดอันหนักแน่นของพระจักรพรรดิ แต่ก็ไม่ได้มีการแตะต้องแม้แต่น้อยเลย

บันทึกทั้งหมดนี้อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกล่าวหาว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” (隔靴掻痒) แต่ประเด็นที่ทำให้สามารถเข้าใจ “ระบบที่เรียกว่าพระจักรพรรดิ” ก็มีคุณค่าควรแก่การอ่านแล้ว


ข้อสังเกตของผู้แปล

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งมหาจักรวรรดิญี่ปุ่นมีผลบังคับใช้ในปี 1890 เป็นต้นมา ตำแหน่ง หรือ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิมีดังนี้คือ 1) นายทหารประจำพระองค์ (侍従武官) ส่วนใหญ่เคยมีตำแหน่งระดับสูงในกองทัพมาก่อน 2) เสนาบดีฝ่ายใน (内大臣) ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานในวังมานานและทราบกฎระเบียบในวังเป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้เกี่ยวข้องกับงานเลขานุการเป็นส่วนใหญ่ 3) คณะองคมนตรี (枢密院) ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางท่าน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาถวายแด่พระจักรพรรดิ 4) ขุนนางอาวุโส (元老) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระจักรพรรดิ ส่วนใหญ่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 1934 ตำแหน่งนี้แปรรูปไปเป็นคณะบุคคลที่ประกอบด้วยเสนาบดีฝ่ายในและรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการหรือไม่ก็เป็นที่ปรึกษากลั่นกรองงานและเสนอแนะต่อพระจักรพรรดิในเรื่องต่างๆ ที่พระจักรพรรดิจะทรงใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ

ข้อมูลข้างต้นคงจะเป็นตัวชี้ได้เป็นอย่างดีว่าพระจักรพรรดิจะทรงมีอิสระในการใช้พระราชวินิจฉัยเพื่อตัดสินพระทัยได้เพียงใด

ด้วยข้อสังเกตข้างต้น สิ่งที่อยากทราบและบันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะยังไม่ได้กล่าวถึงก็คือ เนื้อหาในรายงานการประชุมของคณะองคมนตรีในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา: แปลคำต่อคำเพื่อรักษาอรรถรสภาษาญี่ปุ่นโดยตัดใจความที่ซ้ำซ้อนหรือไม่สำคัญเล็กน้อย จาก "昭和天皇実録特集"日本経済新聞 2014年 9月 9日 (火曜日)