รายงานผลการดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Review) ฉบับล่าสุดในไตรมาสแรก
(ม.ค.-มี.ค.) ประจำปี 2557 โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ระบุสถานะการดำเนินงานของทีโอที อยู่ใน"ขั้นวิกฤติ" พร้อมมีข้อเสนอแนะให้เร่งรัดการดำเนินการตามแผนพลิกฟื้นฐานะทางการเงินให้เป็นไปตามแผน เพื่อสร้างรายได้ชดเชยส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะโครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูงทั้ง 3 โครงการ ตลอดจนจัดทำแผนรองรับความเสี่ยง และแนวทางลดผลกระทบจากการที่มีผลประกอบการขาดทุน และเร่งปรับปรุงโครงสร้างองค์กร โครงสร้างบุคลากร และเป้าหมายขององค์กรให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เทคโนโลยี และสภาพการแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และให้จับมือเป็นพันธมิตรกับ บมจ. กสท โทรคมนาคมเพื่อไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อนกัน และไม่แข่งขันกันเอง อีกทั้งเร่งยกระดับคุณภาพการให้บริการและภาพลักษณ์ขององค์กร เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ คณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ทีโอที มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับโครงสร้างการบริหารงาน และฝ่ายปฏิบัติการของทีโอทีใหม่ทั้งหมด โดยให้ลดสายงานจากเดิม 13 สายงาน เหลือ 7 สายงาน ประกอบด้วย 1. สายงานพัฒนาองค์กร 2. สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. สายงานการเงินและบริหารทรัพย์สิน 4. สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ 5. สายงานปฏิบัติการ 6. สายงานขายและบริการภาครัฐและภาคเอกชน และ 7. สายงานขายและบริการลูกค้า โดยจะตั้งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่มีอยู่ 13 คนออกมารับผิดชอบหน่วยงานใหม่นี้ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือให้รับผิดชอบโครงการถ่ายโอนเสาสถานีฐาน ทรัพย์สินของทีโอทีหลังจากที่คู่สัมปทานสิ้นสุดสัญญาในปี 2558 โครงสร้างใหม่นี้มีกำหนดให้เสร็จภายใน 2 เดือน โดยต้นปี 2558 จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างใหม่ได้
ทั้งนี้ บอร์ดทีโอทีหวังผลการทำงานเป็นเชิงซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน และให้แต่ละสายธุรกิจมีผลตอบแทนที่สูงสุด รวมทั้งต้องการเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่แต่ละสายงาน เพื่อตัวชี้วัดทางการขายและทางผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้ลดลง 10% และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจูงใจพนักงานให้เข้ามาร่วมมือทางงานขายคือการจัดโครงการเซลล์ อินเท็นซีฟในลักษณะกระตุ้นการสร้างกำไรและยอดขายของพนักงานเพื่อให้รายได้เติบโตมากขึ้นกว่าการคาดการณ์ โดยการให้ผลตอบแทนพิเศษนี้น่าจะเป็นตัวกระตุ้นความสนใจ ให้พนักงานแต่ละระดับเข้ามาร่วมมือสร้างความอยู่รอดให้แก่องค์กรมากขึ้น ต่างจากอาการต่างคนต่างคิดรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น
ปัญหาของทีโอที และรัฐวิสาหกิจหลายๆ แห่งของรัฐนั้นเป็นเรื่องสะสม หมักหมมมายาวนาน มีวัฒนธรรมองค์กร มีค่านิยมของบุคลากรที่ยึดมั่นสืบกันมา การจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจากการบังคับอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบ ซึ่งการสร้างแรงจูงใจที่เห็นผล จับต้องได้น่าจะมาถูกทาง และที่สำคัญต้องทำให้พนักงานเข้าใจว่าองค์กรนั้นวิกฤตขนาดไหน ไม่ใช่มัวโทษดินฟ้าอากาศ เหตุการณ์ในอดีต หรือว่าใครคนใดคนหนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือกอบกู้สถานการณ์ขึ้นมา








