วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อสื่อถูกแทรกแซงคุกคาม การปฏิรูปก็แท้งก่อนเกิด

ไม่ทราบว่าเป็นคำสั่งของใคร แต่ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการพยายามระงับรายการทีวี

ที่ต้องการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนเรื่องปฏิรูป ก็คือคนต่อต้านการปฏิรูป ซึ่งก็หมายถึงสวนทางกับคำมั่นสัญญาของคนที่ทำการปฏิวัติเพื่อจะให้บ้านเมืองกลับสู่ครรลอง "ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน"

คสช. และคณะรัฐมนตรีจะต้องแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะคำว่า "เสรีภาพของสื่อสารมวลชน" นั่นหมายถึง "เสรีภาพของประชาชน" มิได้ตีความแต่เพียงว่าคนทำสื่อมีเสรีภาพมากน้อยเพียงใด หากแต่หมายถึงกติกาพื้นฐานของสังคมในการที่จะแสวงหาคำตอบร่วมกันเพื่อคนส่วนใหญ่

กรณีแทรกแซงให้มีการระงับรายการตั้งวงสนทนา เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูป เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น อันส่อถึงความพยายามของผู้มีอำนาจที่จะห้ามการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนาหรือการเดินทางไกลเพื่อตอกย้ำถึงปัญหาของสังคม

คำอธิบายจากผู้สั่งการมีเพียงว่าการกระทำเหล่านั้นอาจกระทบความมั่นคง ทำให้เกิดความวุ่นวาย และผิดกฎอัยการศึก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีคิดและปฏิบัติย้อนยุคไปสู่วิธี "ควบคุมและสั่งการ" ซึ่งย่อมมิใช่วิถีทางของการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันสร้างชาติสร้างบ้านเมืองให้ข้ามพ้นความขัดแย้งเก่าๆ ได้เลย

ที่ทางการอ้างว่าการแสดงออกจะก่อให้เกิด "ความไม่สงบเรียบร้อยและความไม่เหมาะสม" ก็ยิ่งดูจะเป็นการตีความจากแง่มุมเพียงของฝ่ายปกครองเท่านั้น

อีกข้ออ้างหนึ่งของฝ่ายบ้านเมืองที่ห้ามการแสดงออกต่างๆ คือการอาจทำให้เกิด "ความขัดแย้ง" ของฝ่ายต่างๆ ขึ้นมาได้อีก

เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การห้ามไม่ให้แสดงออกและการแสดงอำนาจเหนือข้อเท็จจริงของสังคมต่างหาก ที่จะทำให้ความรู้สึกอึดอัดขัดข้องสูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะนำไปสู่การแสดงออกทางอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของอำนาจรัฐ และนั่นจะยิ่งกระพือความไม่พอใจและความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ เพิ่มเติมอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ติดตามรายละเอียดของเรื่องราวการแทรกแซงสื่อ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าหากมีการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.ในบางเรื่อง ก็จะเกิดความหวั่นไหวในแวดวงของคนใน คสช.หรือรัฐบาล หรือหากมีการวิพากษ์วิจารณ์แนวทางบางกรณีของผู้นำทหาร ก็จะนำไปสู่การ "ปรับทัศนคติ" ของคนในสื่อหรือนักวิชาการหรือผู้แสดงความเห็นนั้นๆ

แสดงว่า คสช.ยังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าในกระบวนการปฏิรูปบ้านเมืองนั้น จะต้องเปิดกว้างให้ความเห็นหลากหลายได้แสดงออก ตราบเท่าที่มีการแสดงเหตุและผล ไม่ว่าจะเป็นด้านเห็นพ้องหรือค้าน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในเวทีทางการหรือภาคเอกชน และไม่ว่าคนแสดงออกจะเป็นใครในอาชีพใด เป็นไปตามครรลองแห่งความถูกต้องชอบธรรม

กฎหมายและคำสั่ง คสช.หลายข้อที่ไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ คสช. ให้ "ร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ" เช่นประกาศของ คสช. 97 และ 103 ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่รับผิดชอบ เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของการสร้างบรรยากาศ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรีและเปิดเผย จำเป็นต้องยกเลิกและกลับไปใช้กฎหมายปกติ ที่กำหนดให้สื่อต้องเสรีและรับผิดชอบพร้อมๆ กันไปอยู่แล้ว

การปฏิรูปสังคมไทยไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศการ "ควบคุม สั่งการ" และ "การแทรกแซงเพื่อสกัดความเห็นต่าง"

การนำพาประเทศสู่ "ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน" ไม่อาจเกิดขึ้นได้ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความกลัว ความอึดอัด และความระแวงสงสัยของผู้มีอำนาจต่อผู้นำเสนอทางออกให้บ้านเมือง ซึ่งเป็นประชาชนเจ้าของประเทศตัวจริง เสียงจริง!