วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาใหญ่ปฏิรูปประเทศ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงเป้าหมายที่ทำให้การปฏิรูปมีผลสำเร็จ 6 ด้าน คือ

1. ปฏิรูปแล้วต้องได้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีความเหมาะสมต่อสภาพสังคมไทย 2. มีระบบเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรม 3. มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน 4. จะขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมและพัฒนาที่ยั่งยืน 5. กลไกรัฐสามารถให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวกรวดเร็ว และ 6. ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดเป็นธรรม

หากพิจารณาเป้าหมายของสปช.ในการปฏิรูปประเทศข้างต้น แทบจะไม่มีความแตกต่างจากการปฏิรูปหรือการปฏิวัติในอดีต ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้แทบจะเป็นสูตรสำเร็จเมื่อเริ่มต้นร่างกติกาทางการเมืองหรือร่างรัฐธรรมนูญการปกครองของประเทศกันใหม่ อาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายทั้ง 6 ด้านของสปช.ที่ตั้งเอาไว้นั้น ถือเป็นอุดมคติของสังคมไทยที่ต้องการให้เกิดขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบหรือการปกครองที่พึงประสงค์ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในแง่ของหลักการปฏิรูปประเทศ

ประเด็นปัญหาของการปฏิรูปทุกครั้ง และอาจเป็นแง่มุมสำคัญทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่าหลังการปฏิรูปแล้วทุกอย่างก็ไม่ต่างไปจากเดิม นั่นคือ ผลบังคับใช้จริงของการปฏิรูปเมื่อมีการร่างกฏกติกาต่างๆทางสังคมขึ้นมาแล้ว ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงรัฐบาลต้องดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้หรือทำกันอย่างล่าช้า จนกระทั่งมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากติกาที่เขียนออกมาเป็นคนละเรื่องกับการปฏิบัติจริง

ยิ่งกว่านั้น ประเด็นที่ยากกว่าเรื่องตัวบทกฎหมาย คือ สภาพของสังคมไทยนั่นเอง ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูป อย่างเช่น การใช้ระบบพวกพ้อง หรือเรียกกันว่าระบบอุปถัมภ์ ที่มีอยู่กันแทบทุกวงการ ซึ่งถือเป็นความจริงของสังคมที่อยู่นอกเหนือตัวบทกฎหมาย แต่กลับมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน หรือแม้แต่เรื่องการกระจายทรัพยากรของประเทศ ซึ่งถือเป็นปัญหาของการปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องตัวบทกฎหมาย โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเงื่อนไขความสำเร็จการปฏิรูปในอุดมคติที่จะเกิดขึ้น

ดังนั้น ประเด็นท้าทายสำหรับสปช. รวมถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คือ จะทำอย่างไรให้หลักการของการปฏิรูปที่ทุกคนเห็นด้วย และมองว่าเป็นสิ่งดีงามที่สมควรเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้นได้เกิดขึ้นจริง แม้ว่าขณะนี้ผู้นำรัฐบาลและคสช. ต่างยืนยันว่าจะเกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่แน่นอน ซึ่งหากมองโลกในแง่ดีก็อาจฝากความหวังว่าการปฏิรูปในครั้งนี้ถือว่ามีความแตกต่างจากในอดีตและจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมา แต่หากมองอีกด้านโดยใช้บทเรียนในอดีตก็เป็นได้ภาพที่ต่างออกไป

การกล่าวย้ำว่าการปฏิวัติครั้งนี้"ไม่เสียของ" ซึ่งแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น แต่เราต้องไม่ลืมว่าการปฏิรูปให้ได้ผลจริงต้องเกิดจากความร่วมมือจากประชาชนในทุกกลุ่ม หรืออย่างน้อยก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปนั้น จะเป็นกติกาเพื่อบังคับใช้กับคนไทยทุกกลุ่มไม่มีข้อยกเว้น เพราะหากเรายังไม่สามารถสร้างกติกาให้เกิดการยอมรับกันได้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติก็ไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจทางการเมืองทั่วไป จากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปประเทศ