เคยเชื่อกันว่าถ้าอยากได้ผลงานดีๆ อย่างเร่งด่วนทันใจนั้นต้องบริหารงานโดยการสั่งการอย่างเด็ดขาด
ต้องสั่งไปเลยว่าให้ใครทำอะไร และให้เสร็จเมื่อไร แต่ทุกวันนี้ ผลงานดีๆ ที่รู้จักกันทั่วโลกแทบทั้งหมดมาจากการบริหารงานโดยการสื่อสาร บอกกล่าวให้ผู้ร่วมงานทราบว่าอยากให้ทำอะไร และทำไมจึงต้องการให้ทำอย่างนั้น
การสั่งการอย่างเด็ดขาดกลายเป็นเรื่องของอดีต ที่ประสบความสำเร็จได้กับการบริหารงานที่มีระดับขั้นหลายชั้นหลายระดับ มีตั้งแต่ผู้บริหารใหญ่ ลงไปกลาง ลงไปเล็ก ลงไปเล็กมาก หลายระดับกว่าจะไปถึงคนลงมือทำงาน จนกระทั่งไม่รู้สึกว่างานที่ทำนั้นทำให้เกิดความสำเร็จกับตนเอง แต่รู้สึกว่าต้องทำงานไปตามที่ได้รับคำสั่ง ผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ จึงไม่เกิดขึ้น เคยทำอย่างไรก็ทำตามนั้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าทำนอกจากที่สั่งแล้วจะได้รางวัล หรือได้รับการลงโทษกันแน่
ในขณะที่โลกทุกวันนี้ต้องการการสร้างสรรค์นวัตกรรม หน่วยงานที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จึงต้องทำงานกันแบบมีส่วนร่วม ไม่มีลำดับขั้นมากมายเหมือนแต่ก่อน ทุกคนทำงานตามที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตนเอง พร้อมกับที่ดีที่สุดสำหรับหน่วยงานของตน ขอย้ำว่าดีทั้งตนดีทั้งกลุ่ม การบริหารงานจึงกลายเป็นการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้ทราบว่าใครกำลังพยายามจะทำอะไร ทุกคนสามารถกระทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองได้ ตราบเท่าที่สิ่งนั้นยังนำมาสู่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มพร้อมกันไปด้วย ไม่มีใครต้องสั่งการใคร
การบริหารงานโดยการสื่อสารนั้นได้ผลดีเมื่อผู้บริหารสามารถทำให้ผู้ร่วมงานรู้สึกว่าทำงานด้วยความหวังและมีความมั่นใจในหน่วยงานนั้น การแสดงความเด็ดขาดสั่งนั่นสั่งนี้ โดยอธิบายไม่ได้ว่าที่สั่งให้ทำนั้นดีกับคนทำและดีกับกลุ่มอย่างไร เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง ถ้ายังให้คำตอบไม่ได้ว่าทำไมจึงสั่งการแบบนั้น ถ้ายังไม่มั่นใจว่าเหตุผลที่จะบอกกล่าวพร้อมกับการสั่งการนั้นฟังขึ้นมากน้อยแค่ไหน อย่าใช้วิธีสั่งการ เพราะหนทางเดียวที่ผู้ร่วมงานจะช่วยกันสร้างสรรค์งานดีๆ ขึ้นมาได้ ต้องให้ความกระจ่างกับเขาว่าที่อยากให้ทำนั้นมาจากเหตุผลใด บอกแล้วต้องเปิดใจรับฟังความเห็นต่างได้ด้วย อย่าคิดว่าผู้ร่วมงานต้องเชื่อในสิ่งที่ตนเองคิด อย่าคิดว่าที่จะสั่งการนั้นดีที่สุดแล้ว ไม่มีหนทางใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ยิ่งเชื่อแบบนั้นมากเท่าใด ก็จะยิ่งอยากสั่งการมากเท่านั้น
จุดด้อยที่สำคัญยิ่งสองประการของผู้บริหารที่เชื่อในการสั่งการมากกว่าการสื่อสารคือ ประการแรก ไม่ศรัทธาในผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ เชื่อมืออยู่ไม่กี่คน ผลที่ตามมาคือทำให้จุดแข็งของหน่วยงานนั้นค่อยๆ กลายเป็นจุดอ่อน ตรงไหนที่เคยแข็งแรง แต่ฉันไม่เชื่อใจ ฉันย้ายออกหมด มีผู้บริหารคนหนึ่งในหน่วยงานเล็กๆ ที่มีคนไม่กี่สิบคน ต่างคนต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เลยไม่ค่อยเห็นว่าใครเด่นกว่าใคร เดิมหน่วยงานเล็กๆ แห่งนี้ก้าวหน้าประสบความสำเร็จด้วยดีมาตลอดเพราะผู้บริหารที่ผ่านมาใช้วิธีสื่อสารระหว่างคนเก่งแต่ละด้านให้ช่วยกันหาหนทางที่ดีที่สุดที่เป็นวิธีที่ได้ผลดีกับทั้งตนเองและกลุ่มบังเอิญต่อมาได้ผู้บริหารที่หวาดระแวงว่าตนเองไม่ได้โดดเด่นกว่าผู้ร่วมงานคนอื่น เกรงว่าคนอื่นจะไม่เชื่อไม่ทำตาม เลยโยกย้ายให้คนที่ตนเองหวาดระแวงว่าเก่งไม่น้อยกว่าตนเองออกหมด เอาคนที่อ่อนด้อยฝีมือมาทำหน้าที่แทน เพราะสบายใจมากกว่าที่เห็นความแตกต่างระหว่างตนเองในฐานะคนบริหารกับคนอ่อนฝีมือที่เป็นคนทำงาน ซึ่งคงเดาได้ว่าอนาคตของหน่วยงานนั้นจะเป็นอย่างไร ในเมื่อผู้บริหารค่อยๆ ทำจุดแข็งให้กลายเป็นจุดอ่อน ทำให้ความได้เปรียบกลายเป็นความเสียเปรียบ อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดจากผู้ร่วมงานต้องตั้งต้นด้วยการมีศรัทธาในผู้ร่วมงาน อย่าเริ่มต้นด้วยการหวาดระแวง ถ้าก้าวสู่เก้าอี้ผู้บริหารแล้วรู้สึกระแวงไปหมดว่าใครจะมาเลื้อยขาเก้าอี้ อย่ารับตำแหน่งเลยดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องมาทำให้จุดแข็งของหน่วยงานกลายเป็นจุดอ่อน แม้หน่วยงานจะไม่ดีขึ้นในสายตาของท่าน แต่ก็ไม่เลวลงแน่ๆ
ประการที่สอง ผู้บริหารที่เชื่อในการสั่งการเสียเวลาไปกับการปรุงแต่งงานรอบตัวให้กลายเป็นพิธีการที่สำคัญ เรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด เพราะเรื่องใหญ่ทำให้ทุกอย่างที่ตนสั่งการกลายเป็นเรื่องสำคัญทำให้ตนเองวางมาดได้น่าเกรงขามกว่าเรื่องเล็กๆ การทำงานจึงสับสนกว่าที่ควรจะเป็น เพราะทุกอย่างเป็นเหมือนนิยายไปหมด ทั้งๆ ที่แค่บอกเป้าหมายที่พึงประสงค์ให้ชัดๆ ให้คนทำงานได้ทราบ แล้วปล่อยให้ไปคิดหาวิธีทำก็มีโอกาสได้ผลงานดีๆ ขึ้นได้แล้ว แต่มัวแต่สร้างเป้าประสงค์ที่ต้องการให้กลายเป็นนิยายเพื่อให้ดูเป็นเรื่องใหญ่ มีหลายขั้นตอนที่เต็มไปด้วยความสำคัญ จนกระทั่งคนทำไม่รู้จะทำอย่างไรกับทุกขั้นตอนที่สำคัญเหล่านั้น และตรงนี้แหละที่คนชอบสั่งการจะถูกอกถูกใจที่สามารถวางมาดสั่งการได้อย่างที่ประสงค์ไว้ ดังนั้นถ้าอยากได้ผลงานดีๆ อย่าเสียเวลาปรุงแต่งนิยายให้คนอื่นเชื่อว่างานที่ทำนั้นสำคัญยิ่ง ขอเพียงเชื่ออย่างจริงใจว่าผู้ร่วมงานตั้งใจที่จะทำดีที่สุดให้กับหน่วยงานอยู่แล้ว พวกเขารอแค่การสื่อสารที่ทำให้เข้าใจชัดเจนว่าทิศทางใดที่ผู้บริหารอยากให้ไป
วันนี้ผู้บริหารและคนทำงานสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องแต่งนิยาย ไม่ต้องสั่งการ หากยังมีศรัทธาและยังเชื่อใจเพื่อนร่วมงานอยู่








