วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องขับเคลื่อนอย่างเต็มที่

ทิศทางของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ผู้คนและภาคธุรกิจ ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะส่งผลกระทบในหลายด้าน

รวมถึงความเป็นอยู่และการวางแผนสำหรับดำเนินธุรกิจ โดยช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจในภาพรวมของโลกเติบโตได้ในระดับไม่สูงนัก จนกระทั่งล่าสุดเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างชัดเจนถึงขนาดที่ธนาคารกลางสหรัฐยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงประมาณหรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ใช้มาเป็นเวลา 6 ปี

ขณะเดียวกัน ในส่วนของสหภาพยุโรปสถานการณ์ยังไม่ค่อยดี เพราะเพิ่งมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับ 18 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรหรือยูโรโซน โดยคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ระดับเพียง 0.8% ปีนี้ จากคาดการณ์เดิมที่ 1.2% สำหรับแนวโน้มปีหน้านั้นก็ถูกปรับลดลงเหลือ 1.1% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 1.7% แม้คาดการณ์ใหม่สะท้อนว่าเศรษฐกิจยูโรโซนไม่ตกสู่ภาวะถดถอยอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่ก็สร้างความวิตกให้แก่ประเทศอื่นในโลกเกี่ยวกับการฟื้นตัวที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าจากวิกฤติหนี้ของยูโรโซน เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการจ้างงานยังไม่ปรับตัวดีขึ้นเร็วพอ

ในส่วนของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่น เพิ่งช็อคโลกไปด้วยการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินในรูปของการเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์อีก 20 ล้านล้านเยน เป็นปีละ 80 ล้านล้านเยน ถือเป็นการเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม จากแผนการเดิมที่ประกาศไปเมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว โดยผู้ว่าการบีโอเจระบุว่าการขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งจำเป็นในการประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังแก้ปัญหาเงินฝืด และบีโอเจไม่ลังเลที่จะเคลื่อนไหวเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

การตัดสินใจของบีโอเจสะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกับญี่ปุ่น อยู่ในสภาพแตกต่างกันมาก เพราะธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งยุติการเข้าซื้อสินทรัพย์และมีแผนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 3 ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว 7.1% ในไตรมาส 2 และผู้ว่าการบีโอเจก็ย้ำว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เงินเฟ้อขึ้นถึงเป้าหมายและแก้ปัญหาเงินฝืดที่เรื้อรังมาเกือบ 20 ปีให้หมดไป โดยระบุว่าไม่มีข้อจำกัดในเครื่องมือด้านนโยบาย พร้อมเปรียบเปรยว่าการรักษาด้วยการให้ยาครึ่งๆ กลางๆ มีแต่ทำให้อาการเลวร้ายลง

สำหรับไทยนั้น ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางที่ดี โดยในปีนี้หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 1.5% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้หยุดชะงักและไม่ถูกขับเคลื่อนมาต่อเนื่อง สำหรับในปีหน้าเชื่อว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนอีกครั้งในทุกภาคส่วน ทั้งการส่งออกที่จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่จะกลับมาอีกครั้ง

การได้รับแรงหนุนและขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการผลักดันการเติบโตของประเทศไทย รวมถึงการลงมือแก้ปัญหาในสิ่งที่เป็นจุดบกพร่องหรือข้อด้อย รวมถึงสิ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เพราะการแก้ปัญหาที่ถูกจุดและต่อเนื่องเท่านั้น ที่จะนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืน