พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลกัมพูชาหลายฉบับ
ซึ่งเป็นเอ็มโอยูความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมากที่สุดคือการพัฒนาด้านพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เนื่องจากประเด็นดังกล่าวได้เคยเป็นประเด็นหนึ่งในความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งภายในประเทศ
แนวนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะใช้รูปแบบเดียวกันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ในลักษณะของการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันหากสามารถพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมได้ตามที่มีการคาดหมายกันก่อนหน้านั้นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะพบแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ ซึ่งความเป็นไปได้เพื่อลดความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่เขตแดนคือไม่นำประเด็นเรื่องเขตแดนมาพิจารณาในการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคสำคัญของการเจรจา
หาพิจารณาเฉพาะการพัฒนาร่วมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความร่วมด้านการค้าการลงทุน หรือด้านพลังงาน ถือว่าทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเราต้องตระหนักถึงความจริงประการหนึ่งคือทั้งสองประเทศไม่อาจย้ายดินแดนของตัวเองออกจากกันได้ อีกทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ตามเขตแดนติดต่อกันนั้น ก็มีลักษณะร่วมกันทางวัฒนธรรมหลายอย่าง จนแทบจะกล่าวได้ว่ามีรากฐานเดียวกัน การพัฒนาความร่วมมือจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดกับประชาชนทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาในขณะนี้คือเรื่องการปักเขตแดนที่มีความยาวนับพันกิโลเมตร ซึ่งความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชามีมานานหลายสิบปี และยังไม่สามารถเจรจากันได้ แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อีกทั้งการเจรจาก็เป็นไปด้วยความล่าช้าเนื่องจากปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชามีประวัติอันยาวนานที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เมื่อเปรียบเทียบปัญหาชายแดนด้านอื่น ทั้งๆที่ก็เป็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน
หากรัฐบาลไทย-กัมพูชา เริ่มเจรจาการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนเมื่อไร เราก็เชื่อว่าจะเกิดการต่อต้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่มองว่ารัฐบาลเสียเปรียบหรือยอมยกดินแดนให้กับกัมพูชาเพื่อพัฒนาร่วมกัน ซึ่งหากกล่าวจนถึงที่สุดแล้วก็เป็นปัญหาชาตินิยมตั้งแต่สมัยก่อนที่ฝังลึกมานาน โดยเฉพาะกับกรณีของกัมพูชา ดังนั้นหากนำประเด็นนี้ขึ้นมาเกี่ยวพันด้วย ก็ทำให้การพัฒนาร่วม ไม่ว่าจะด้านใดที่เกิดขึ้นตามมานั้น เป็นไปด้วยความลำบากอย่างยิ่งหรือล้มเหลวในที่สุด
เราเห็นว่าหากรัฐบาลต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น และลดกระแสการต่อต้านในประเทศ ก็จำเป็นต้องให้ความอดกลั้นต่อการชี้แจงข้อมูลด้วยความโปร่งใส และในเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่าอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อประเทศ จะไม่มีการแอบไปเจรจากับใคร นั่นก็ยิ่งจำเป็นต้องสร้างความโปร่งใสให้มากที่สุด เราเชื่อว่าในสังคมที่มีเหตุผลย่อมต้องฟังข้อมูลและพิจารณากันอย่างมีเหตุผล เพราะขณะนี้โลกเราได้เรียนรู้มาแล้วว่าความขัดแย้งล้วนแต่เป็นเรื่องของความสูญเสีย ในที่สุดแล้วก็ไม่ก่อประโยชน์อะไรกับประชาชน









