สถิติจำนวนคนมาแลกคูปองส่วนลดทีวีดิจิทัล ณ วันที่ 31 ต.ค.ทะลุไปถึง 525,825 คูปองคิดเป็น 11.4 %
จากคูปองรอบแรกที่ส่งไปถึง 4.6 ล้านบ้าน
ปลายเดือนพ.ย. จะทยอยแจกคูปองงวดที่สองไปอีกกว่า 10 จังหวัด รวมกว่า 3.6 ล้านครัวเรือน ในอีก 21 จังหวัด รวมเป็น 42 จังหวัด ยังขาดอีก 35 จังหวัด รวมคูปอง 2 ครั้ง 8.2 ล้านครัวเรือน
21 จังหวัดประกอบด้วย ชลบุรี, กาญจนบุรี, ปราจีนบุรีเพชรบุรี, จันทบุรี, ลพบุรี, พิษณุโลก, กำแพงเพชร, พิจิตร, ขอนแก่น, มหาสารคาม,กาฬสินธุ์, หนองบัวลำภู, ปัตตานี, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, สุราษฎร์ธานี, ลำพูน, นครราชสีมา, เชียงใหม่ และ สระบุรี
เมื่อนับจากวันที่ 20 ต.ค. ที่เป็นวันแรกของการแลกคูปอง ในวันแรกๆ ตัวเลขไม่มากนัก แต่หากถัวเฉลี่ยตัวเลขจำนวนคนมาแลกคูปองแล้วน่าจะประมาณวันละ 50,000 คูปองหรือเดือนละ 3 ล้านคูปอง ด้วยสถิตินี้น่าจะทำให้ตัวเลขการแลกคูปองถึงสิ้นปีน่าจะไปถึง 4 ล้านครัวเรือน แต่ยอดแลกคูปองน่าจะเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อ กสทช. แจกเพิ่มในอีก 21 จังหวัดในวันที่ 28 พ.ย. ยอดถึงสิ้นปีอาจจะไปถึง 5-6 ล้านคูปอง
ตัวเลขนี้อาจจะยังไม่ถูกใจและดูไม่ทันใจหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่องที่กระแสรายได้จากโฆษณามาอ่อนมากๆ ในช่วง 6 เดือนแรกของการออกอากาศทีวีดิจิทัลที่ยังไม่มีการแจกคูปอง
Eyeball ของคนดูทีวีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 5 ล้านครัวเรือนๆละ 3.5 คน รวมประมาณ 17.5 ล้านคน น่าจะทำให้เอเยนซี่โฆษณาเริ่ม "หมดข้ออ้าง" ไม่สามารถวางแผนซื้อโฆษณาในช่องทีวีดิจิทัลได้
แม้ยังไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่า Eyeball ที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากกลุ่มครัวเรือนที่ติดเสาอากาศแบบก้างปลาประมาณ 35%หรือประมาณ 7 ล้านครัวเรือนที่ดูช่องฟรีทีวีอนาล็อกได้ 6 ช่อง
แต่หากประเมินกระแสตื่นตัวของผู้บริโภคแล้วคิดว่าน่าจะเป็นตัวเลขที่น่าพอใจระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับยังไม่มีแผนประชาสัมพันธ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เลย
ขั้นตอนยังอยู่แค่เตรียมงบประมาณ 60 กว่าล้านบาท เพื่อเปิดประมูลให้บริษัทเอเจนซี่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าขั้นตอนประมูลจะเสร็จสิ้นแล้ว เริ่มแผนประชาสัมพันธ์อย่างมืออาชีพได้เมื่อไหร่ แต่มาช้าแบบนี้ยังดีกว่ามาแบบล็อกสเปค
ความล่าช้าของแผนประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ชักเข้าชักออกมาหลายเดือน มีเสียงเล่าลือกันทั่วซอยสายลมว่า "มือที่มองไม่เห็น" จาก "ไอ้โม่ง" พยายามจะยื้อไม่ให้กสทช.ใช้กระบวนการเปิดประมูลให้มืออาชีพบริษัทเอเจนซี่โฆษณามาแข่งขันกันนำเสนอไอเดีย
ทำให้สปอตโฆษณาของกสทช.ออกมาชุดเดียวทำหน้าที่ได้แค่บอกว่าคูปองไปถึงบ้านแล้ว ไม่ได้ช่วยปลุกกระแสทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตัวหรือมีความเข้าใจในระบบทีวีดิจิทัลว่าดีกว่าระบบเดิมอย่างไร
แต่อาการตื่นตัวของผู้บริโภคส่วนใหญ่มาจากคอนเทนท์ของช่องรายการต่างๆที่แข่งขันกันนำเสนอปรับผังรายการแทบทุกเดือน แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากฟรีทีวีอนาล็อก 6 ช่อง ในอดีตที่ไม่มีการแข่งขันเพราะผู้เล่นหลักมีแค่ 2 ช่อง คือ ช่อง 3 กับช่อง 7
ระดับความไม่พึงพอใจภายหลังจากผู้บริโภคได้รับกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลไปแล้ว จะมีจุดตายอยู่ที่คุณภาพของโครงข่าย 3 รายคือสถานีโทรทัศน์ช่อง 5, ไทยพีบีเอส และ อสมท. หาก กสท. ยังไม่เข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง
เสียงบ่นจากผู้บริโภคที่โทรศัพท์เข้าไปคอลล์เซนเตอร์กสทช. 1200 ในช่วงหลังจากแจกคูปองแล้วให้ไปแลกเข้าไปวันละนับพันสาย เทียบกับช่วงก่อนหน้านั้นทั้งปีมีรวมกันไม่กี่พันสาย ย่อมสะท้อนถึงระดับความไม่พึงพอใจของผู้บริโภคที่สูงมากเพราะมีความรู้น้อยมากหรือแยกความแตกต่างระหว่างทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินกับทีวีดิจิทัลที่ดูผ่านจานดาวเทียมไม่ได้ว่าคุณภาพดีกว่าอย่างไร
ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกช่องก็บ่นถึงคุณภาพของโครงข่ายทั้งสามราย ที่ยังอยู่ในอาการ"ผีเข้าผีออก"ติดๆดับๆ ส่งผลให้ผู้ชมที่เป็นแฟนประจำของแต่ละช่องทีวีดิจิทัลยังไม่ได้รับความพึงพอใจสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะเริ่มทราบแล้วว่าคุณภาพความคมชัดของการรับชมทีวีดิจิทัลจากกล่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินดีกว่าการรับชมจากจานดาวเทียมหรือเคเบิลทีวีหลายเท่า
กรรมการกสท. 5 คนยังอยู่ในสภาวะ "สร้างดาวคนละดวง" เสียงข้างมากไม่ได้อยู่ในมือของประธาน กสท. พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ อีกแล้ว ทำให้ยังต้องถามหา "เจ้าภาพ" จริงๆ ในการกำกับหรือ "ลงดาบ" โครงข่ายที่ยังให้บริการไม่ได้มาตรฐานขั้นต่ำและยังมีอีกหลายปัญหา"เรื้อรัง"ที่รอการสะสางอย่างเร่งด่วน
อันที่จริงแล้ว หาก กสท. เดินตามแผนแม่บทของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โครงข่ายการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลกำหนดไว้เป็น"หนึ่งโครงข่าย" เพื่อให้ต้นทุนลงทุนไม่ซ้ำซ้อนและการบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ แต่ด้วยผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ลดราวาศอกต่อกัน
ทำให้โครงข่ายใหญ่ที่สุดของ ททบ.5 ที่ได้ใบอนุญาตมา 2 ใบ รวมให้บริการได้ทั้งหมด 14 ช่องรายการ กลายเป็นว่าปัญหาใหญ่ของช่อง 5 มาจากมาตรฐานเครื่องส่งของ 2 โครงข่ายยังไม่เท่ากันและยังมีปัญหาที่พบบ่อยๆ กับกล่องรับสัญญาณบางยี่ห้อที่ไม่สามารถสแกนรับบางโครงข่ายของช่อง 5 ได้ ฝ่ายเทคนิคของททบ.5 แทบไม่สามารถตอบคำถามหรืออธิบายสาเหตุได้เลย
แต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 14 ช่องกลับถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการแบบเต็มจำนวนจากททบ.5 ทุกเดือนๆ ซึ่งหากเทียบกับระดับมาตรฐานการบริการแล้วน่าจะมีหลักฐานยืนยันผลสำรวจ ระดับความแรงของสัญญาณในจังหวัดต่างๆ ที่โครงข่ายช่อง 5 ไปถึงว่าเป็นไปตามที่แจ้งในสัญญาหรือไม่
ในขณะที่โครงข่ายอสมท.ยังไร้ทางออกว่าจะแก้ปัญหาการประมูลเครื่องส่งที่ยังไม่มีผู้บริหารอสมท.คนใดกล้าเซ็นรับรองผลการประมูลที่สูงกว่าราคากลางมากเกินไป คงต้องรอให้ ว่าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ "ศิวะพร ชมสุวรรณ" เข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ได้หรือไม่ ทำให้การขยายโครงข่ายของอสมท.ยังล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายจังหวัด โดยยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเร่งดำเนินการได้มากแค่ไหน
กรณีนี้น่าจะเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพการกำกับดูแลโครงข่ายของกสท.ว่ายังหย่อนยานอย่างมาก หากยึดถือตามเงื่อนไขการขยายโครงข่ายไปตามกำหนดเวลาที่ระบุในใบอนุญาตแล้วกสท.น่าจะสามารถออก "หนังสือเตือน" อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้อสมท.ดำเนินการตามแผนงานที่ได้นำเสนอไว้ มิเช่นนั้นจะถึงขั้นยึดใบอนุญาตได้ แต่ดูเหมือนว่า กสท. ยังขาดกลไกในการกำกับดูแลหรือตรวจสอบคุณภาพการออกอากาศของแต่ละโครงข่าย ทำให้ยังไม่สามารถเอาผิดอสมท.ได้ชัดเจน
แม้โครงข่าย ไทยพีบีเอส ที่เป็นเจ้าของเสาส่งหลัก 35 สถานีน่าจะเป็นโครงข่ายที่มีคุณภาพดีที่สุดในการขยายสัญญาณครอบคลุมไปตามเป้าหมาย แต่ในเมื่อโครงข่ายช่อง 5 กับอสมท.ยังทุลักทุเลไม่ได้เป็นตามแผนงานที่นำเสนอและยังไม่ได้มาตรฐานการออกอากาศในระดับที่น่าพึงพอใจ
แต่อีก 3 โครงข่ายยังส่งสัญญาณออกอากาศแบบกระท่อนกระแท่น สามวันดีสี่วันไข้ ย่อมจะทำให้ระดับความพึงพอใจในการรับชมของผู้บริโภคที่นำคูปองมาแลกกล่องรับสัญญาณเกิดความเบื่อหน่ายได้
มิหนำซ้ำผู้รับใบอนุญาตอีก 1 รายคือกรมประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่เคยมีการรายงานความคืบหน้าของการจัดหาอุปกรณ์เครื่องส่งให้กับสาธารณชนทราบ ในขณะที่ช่องรายการระหว่างช่อง 4-12 ยังไม่มีการออกอากาศ
ทำให้เกิดคำถามจากผู้บริโภคจำนวนมากกว่าทำไมยังไม่ออกอากาศอีกตั้งหลายช่อง กลายเป็นเหมารวมไปว่าช่องทีวีดิจิทัลยังไม่มีความพร้อม ทั้งๆ ที่ความล่าช้าเกิดจากกสท.ยังไม่ได้ออกใบอนุญาตช่องทีวีสาธารณะอีก 9 ช่อง และยังรวมไปถึงช่องทีวีชุมชนอีก 12 ช่อง ที่หลายๆ ชุมชนเตรียมความพร้อมแล้ว แต่กสท.ยังไม่พร้อมอีกแล้วในการทำให้กล่องทีวีดิจิทัลรับชมช่องทีวีได้ครบ 48 ช่อง ที่เป็นระดับความพึงพอใจสูงสุด
ผู้บริโภคเดินไปข้างหน้าแลกคูปองกันอย่างตื่นตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่กสท.ยังเดินตามหลัง มัวแต่สร้างดาวคนละดวง









