หลังจากสับสนงุนงงกับดิจิทัล อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจดิจิทัลกันมาพักใหญ่ๆ ข้อมูลที่ทยอยเปิดเผยออกมา
จากรองนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานผู้รับผิดชอบร่างนโยบายดังกล่าวก็ทยอยเป็นรูปเป็นร่างขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะต้องรอรวบรวมข้อมูล ทิศทางที่จะดำเนินการ ซึ่งตามกรอบเวลาคือภายในสิ้นปี 2557 จะเห็นความชัดเจน และต้นปี 2558 หรือเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมจะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ที่คาดหวังจะระดมความเห็นจากทั้งภาครัฐ และเอกชนมาร่วมมือกัน
ล่าสุดเวทีสัมมนาหัวข้อ "National Digital Economy อนาคตใหม่ เศรษฐกิจไทย" ตัวแทนภาครัฐ คือนายสมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในฐานะหัวหน้าทีมเลขานุการจัดทำสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ รวมถึงภาคเอกชนด้านไอที คือ นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน บริษัท ซีสโก้ ซิสเต็มส์ จำกัด และนายสนธิญาณ หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่างแสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างใช้งานดิจิทัล เทคโนโลยีกันมานานแล้ว เพียงแต่จะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่แต่ละองค์กร ซึ่งดิจิทัล อีโคโนมีเกิดขึ้นมานาน แต่อาจยังไม่แพร่หลายและอาจเรียกชื่อแตกต่างกันไป
งานของดิจิทัล อีโคโนมีนั้น ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีระบุว่ามี 6 เรื่อง คือ 1.โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นฮาร์ด อินฟราสตรักเจอร์ 2.ซอฟต์ อินฟราสตรักเจอร์ คือ กฎกติกา ข้อบังคับให้เกิดความเป็นธรรม ทำงานแล้วไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะดิจิทัล อีโคโนมี เป็นเรื่องไม่มีข้อจำกัด ใครคิดได้ก็ได้ไปเลย ทั้งยังไม่ได้ซื้อขายเพียงภายในประเทศ 3.เซอร์วิส อินฟราสตรักเจอร์ อาจมีแพลตฟอร์มสำหรับเอสเอ็มอี โอท็อป 4.การส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล 5.การส่งเสริมด้านสังคม และ 6.การส่งเสริมให้เกิดดิจิทัล โนว์เลจ ซึ่งทั้งหมดมีนโยบายให้ภาครัฐทำโครงสร้างพื้นฐาน แล้วส่งเสริมเอกชนให้ทำงาน เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนดิจิทัล อีโคโนมีซึ่งเป็นการนำไอซีทีมาช่วยปฏิรูปทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน สังคม และรัฐ หากจะก้าวให้เร็วขึ้นจะต้องเร่งมือช่วยกันและนำไปใช้ให้เกิดคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยแง่ของเศรษฐกิจต้องรองรับการแข่งขันทั้งภายใน และระหว่างประเทศได้ ขณะที่แง่สังคมต้องคำนึงถึงผู้ด้อยโอกาส และคนชายขอบให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ ต้องสร้างวิธีการ หรือเพิ่มโอกาสให้คนที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแผนแม่บทสารสนเทศของไทยมีมานับสิบปี ความสำคัญอยู่ที่ว่าแผนงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะที่ เพราะถ้าขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีออกไปได้กว้างเท่าไรก็เป็นการก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้ และผู้ให้บริการ รวมทั้งภาครัฐเองก็จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง









