เขาเกิดในสลัมริมน้ำบนเกาะชวา เป็นอดีตช่างไม้ พัฒนาตัวเองเป็นพ่อค้าเฟอร์นิเจอร์ ที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้บริหาร
เมืองโซโลอันเป็นถิ่นเกิด และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯของเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา ก่อนที่จะเสนอตัวเป็นหมายเลขหนึ่งของประเทศ
เขาคือผู้นำคนแรกที่ไม่ได้มีพื้นภูมิเป็นนักการเมืองหรือนายทหาร เขาคือชาวบ้านที่ฟันฝ่าอุปสรรคหนักหน่วงมาเพื่อเสนอตัวเป็นผู้ปฏิรูปประเทศ
โจโก วีโดโด ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศที่มีประชากรอันดับ 3 และชาติมุสลิมใหญ่ที่สุดของโลก (250 ล้านคน) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยคำเรียกร้องต่อเพื่อนร่วมชาติง่าย ๆ ตรง ๆ และเข้าประเด็น
“โกตอง โรยอง” (gotong royong)
Work, work, work
ทำงาน, ทำงาน, ทำงาน
พร้อมสำทับว่าอินโดนีเซียจะต้องฟื้นคืนความเป็นชาติที่อยู่กับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นมหาสมุทร, ทะเล, อ่าว, ช่องแคบ เพราะประเทศนี้มีเกาะไม่น้อยกว่า 17,000 เกาะ และเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และสังคมของประเทศมีความเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตทางน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“โจโกวี” บอกในคำปราศรัยรับตำแหน่งว่าอินโดนีเซียได้หันหลังให้กับน้ำมานานเกินไป บัดนี้ เขาจะเป็นผู้นำที่จะให้คนอินโดฯ หันกลับไปสู่มหาสมุทรและวิถีชีวิตของน้ำเพื่อสร้างความรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ และยั่งยืนอยู่กับน้ำ
เมื่อพูดถึงมหาสมุทร ก็ต้องพูดถึงคลื่นที่เป็นสิ่งท้าทายที่ยิ่งใหญ่
โจโกวีอ้างถึงคำกล่าวของซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดฯ หลังได้รับเอกราชว่า
“หากเราจะสร้างชาติให้รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ เราต้องมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับคลื่นลมในทะเล...”
โจโกวีจึงเรียกร้องให้คนอินโดฯทั้งประเทศมาขึ้นรัฐนาวาที่เขาเป็นกัปตันเพื่อแล่นสู่ “อินโดนีเซียอันยิ่งใหญ่” (Indonesia Raya) พร้อมกัน
แต่อุปสรรคสำหรับอดีตพ่อค้าเฟอร์นิเจอร์และผู้ว่ากรุงจาการ์ตามีมากมาย เริ่มตั้งแต่ฝ่ายค้านที่มีเสียงค่อนข้างมาก เพราะเขาไม่สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงที่เด็ดขาดอย่างที่คาดเอาไว้ล่วงหน้า จึงทำให้โจโกวีมีสิทธิจะถูกคว่ำได้ตลอดเวลา
การตั้งคณะรัฐมนตรีของเขาจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายปรองดอง อาจต้องยอมลดราวาศอกกับฝ่ายค้านในหลาย ๆ เรื่อง ดังนั้นจึงไม่สามารถจะเดินหน้า “ปฏิรูป” ประเทศอย่างหนักหน่วงได้อย่างที่รับปากไว้ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
เช่นหากจะลดเงินอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก ตามที่เคยประกาศเอาไว้ว่าจะเป็นนโยบายหลักประการหนึ่ง ก็จะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะฝ่ายค้านเตรียมจะฟ้องประชาชนว่าผู้นำคนใหม่กำลังจะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งจะกระทบปากท้องของชาวบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจโกวีที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “ขวัญใจคนจน” จะกล้าเดินหน้าผลักดันนโยบายให้ราคาพลังงานสะท้อนความจริงของตลาดได้แค่ไหน จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง
เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว โจโกวีเคยประกาศจะให้ผลผลิตมวลรวมหรือ GDP โตปีละ 7% ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะลำพังจะรักษาให้โตที่ 6% อย่างที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโซซิโล บัมบัง ยุดโยโนทำได้ก่อนหน้านี้ก็ต้องเรียกว่าหืดขึ้นคอแล้ว
อีกทั้งปัญหาคอร์รัปชันและระบบราชการไร้ประสิทธิภาพ ก็ยังเป็นประเด็นหลักของการปฏิรูปที่รอการแก้ไข ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเป็นปัญหาที่สั่งสมมาช้านาน และกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากความเน่าเฟะของระบบมีอยู่ทั่วทุกวงการ
โจโกวีจะนำรัฐนาวาในฐานะนักการเมืองชาวบ้านฝ่าคลื่นลมได้แค่ไหน อยู่ที่เขาจะใช้วิธีการสัมผัสตรงกับประชาชนและอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจ
ที่ยากที่สุดคือการทำอย่างไรให้ “ร่วมทุกข์” มากกว่า “ร่วมสุข” เพื่อบรรลุเป้าหมายของการสร้างชาติใหม่ด้วยกัน
เสียดายนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ไปร่วมงานสาบานตนของโจโกวี เพราะจะได้แลกเปลี่ยนแนวคิดที่มาจากคนละขั้วของสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”









