วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทบาทที่น่ากังขาของ'สภานิติบัญญัติแห่งชาติ'

มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ ที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใส

สัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนส่วนหนึ่งรวมทั้งผู้เขียนผิดหวังและสลดใจต่อข่าว ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ 17 ต.ค.2557 มีมติให้เลื่อนการพิจารณาสำนวนการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ตามหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ลับ ที่ ปช 0028/0804 ลงวันที่ 4 เม.ย. 2557 กรณีกล่าวหานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ว่า เป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะพิจารณาถอดถอน ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 เป็นการเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมกับมีการขอยกเว้นข้อบังคับการประชุมว่าประธาน สนช. ไม่จำเป็นต้องบรรจุวาระเรื่องนี้กลับสู่ที่ประชุมภายใน 30 วัน

มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ ที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสและทำให้ประชาชนมีข้อกังขาต่อพฤติกรรมของ สนช. ว่า มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของตนเองในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติมากน้อยเพียงไร

ประการแรก คือ ประธาน สนช. ได้มีการแจ้งต่อที่ว่า นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส. ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือขอให้ สนช. ยุติการพิจารณากรณีดังกล่าว ประเด็นคำถามคือทำไมจึงต้องแจ้งที่ประชุมด้วย ทั้งๆ ที่นายอำนวย คลังผา ไม่ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือต้องการส่งสัญญาณอะไรให้กับสมาชิก สนช. ทราบ

ประการที่สอง คือ มีการเสนอให้เป็นการประชุมลับ โดยอ้างว่าเนื่องจากกระทบกับข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และบุคคลภายนอก ซึ่งกรณีดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องลับเลย เพราะในข้อกฎหมายนี้ได้มีคำวินิจฉัยส่วนหนึ่งที่กลั่นกรองมาแล้วจากทั้งศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมถึงได้มีบันทึกการประชุมรัฐสภาที่ประชาชนได้เห็นการกระทำของอดีตประธานรัฐสภาและวุฒิสภา ถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. โดยมิชอบอย่างไร บุคคลภายนอกที่จะถูกกระทบโดยตรงจึงเป็นอดีตประธานสภาทั้งสองท่าน ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงของประเทศที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อกฎหมายก็เช่นกัน ป.ป.ช. ก็คงได้พิจารณามาโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงได้ส่งเอกสารมาให้ สนช. พิจารณา ดังนั้น การประชุมจึงไม่ควรปิดกั้นประชาชนรับทราบเพราะเป็นประเด็นที่สังคมเฝ้าจับตาดู ควรที่จะสร้างความโปร่งใสโดยมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้รับทราบถึงความคิดเห็นและจุดยืนของสมาชิกสภานิติแห่งชาติแต่ละคน

ประการที่สาม คือ สนช. บางท่านได้ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนานถึงประมาณ 4 ชม. ว่า ข้อมูลที่ สนช. ได้รับยังไม่เพียงพอ มีเพียงใบปะหน้า 3-4 แผ่นเท่านั้น ทั้งที่สำนวนถอดถอนที่ ป.ป.ช. ที่ส่งมาให้ สนช. มีถึง 4,000 หน้า เอกสารที่มีใบปะหน้า 3-4 หน้านั้นเป็นสรุปสาระสำคัญของข้อเสนอพิจารณาที่ครอบคลุมอย่างรัดกุม เพราะ ป.ป.ช. เองคงไม่สามารถที่จะนำเสนอเอกสารดิบๆ ทั้ง 4,000 หน้าให้ท่านพิจารณา ถ้าหาก สนช. ยังไม่พร้อมหรือเอกสารไม่พร้อม ประธานเองก็ไม่ควรบรรจุเข้าในวาระการประชุมเสียตั้งแต่แรก

พร้อมกันนี้มีสมาชิก สนช. บางรายออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่มีมติเลื่อนประชุมออกไปไม่ใช่ไม่กล้า แต่ต้องมองเป็นองค์รวมเพื่อการปฏิรูปไปข้างหน้า บ้างก็อ้างว่า (เป็นทหาร) ไม่รู้เรื่องกฎหมาย ต้องขอเวลาศึกษาเอกสารก่อน ก็คงไม่มีข้อโต้แย้งในประเด็นนี้แต่ไม่ทราบว่าท่านจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนในการศึกษาข้อมูล เพราะคิดว่าท่านที่ได้รับความไว้วางใจจากประธาน คสช. แต่งตั้งเข้ามาทำงานน่าจะมีความพร้อมในการทำงานไม่ใช่มาศึกษาเรียนรู้งาน และน่าวิตกว่าได้มีการแต่งตั้งสมาชิก สนช. จำนวนมากที่ไม่รู้เรื่องกฎหมายแต่มาทำหน้าที่พิจารณาออกกฎหมาย ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมองความเชื่อมโยงไปกับการปฏิรูปทางการเมืองในอนาคต กรณีฐานข้อกล่าวหาได้สำเร็จและเกิดขึ้นแล้วจึงควรพิจารณาจากฐานข้อกล่าวหา/ความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรยึดโยงกับการปฏิรูปในอนาคต ก็พอจะเข้าใจว่าสมาชิก สนช. ส่วนหนึ่งที่ต้องการเลื่อนการลงมตินี้ออกไป เพราะไม่ต้องการสร้างความไม่สงบระหว่างกลุ่มต่างๆ แต่การปรองดองนั้นต้องไม่ใช่ให้ความถูกต้องมาปรองดองกับความผิด/ความไม่ถูกต้อง

จึงไม่น่าประหลาดใจที่สังคมมีข้อกังขาว่า สนช. ยื้อเวลาออกไปเพราะเกรงกลัวบางอย่างหรือบางกลุ่มที่ข่มขู่นั้น พวกเราก็หวังว่ารัฐบาลที่กล้าทำรัฐประหาร เราจะได้ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ได้ผู้กล้า เข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยย่ำอยู่กับที่มานานนับทศวรรษเพราะวิกฤติทางการเมืองเป็นตัวฉุดที่สำคัญ และถ้าหากยังกลัวอยู่ก็ควรพิจารณาตัวเองให้คนที่เขามีความกล้าและความพร้อมมากกว่าเข้ามาทำงานแทน