วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มีสติรับความไม่แน่นอน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. ได้กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

ว่า ธปท. ประเมินค่าเฉลี่ยตรงกลางของการเติบโตไว้ที่ 4.8% ส่วนประเด็นเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอนั้น เป็นหนึ่งในประเด็นที่ ธปท. ให้ความสนใจและติดตามดูอย่างใกล้ชิด เพราะเศรษฐกิจโลกในเวลานี้เริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ ในแง่ของไทยนั้นต้องพยายามสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเศรษฐกิจมหภาค ทำให้มีความสมดุลในด้านเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยเป็นภูมิต้านทานจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้

หากดูภาพรวมของเศรษฐกิจโลกก็จะเห็นความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยสหรัฐ ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลกและเป็นความหวังของหลายประเทศ มีการฟื้นตัวในระดับไม่สูงนัก ส่วนประเทศในยุโรปที่เผชิญวิกฤติหนี้หลังจากวิกฤติการเงินโลกนั้น ปรากฏว่า ยังมีปัญหาในการฟื้นตัว ล่าสุดรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 1.2% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 1.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% ปีนี้ และ 2% ปีหน้า โดยเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังเผชิญสภาพยากลำบาก โดยเฉพาะในแง่ของการค้าต่างประเทศ เพราะวิกฤติด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ความไม่แน่นอนมีมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตที่ซบเซาของเศรษฐกิจโลก

ด้านอิตาลี ซึ่งเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยูโรโซน ก็ฝากความหวังไว้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 36,000 ล้านยูโร ซึ่งได้รับการบรรจุไว้ในงบประมาณปี 2558 มาตรการชุดนี้ประกอบด้วยการลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลเคยอนุมัติ คิดเป็นมูลค่า 18,000 ล้านยูโรสำหรับพนักงานรายได้ต่ำ ผู้มีกิจการของตัวเอง และครัวเรือนต่างๆ ทั้งยังมีการลดภาษีนิติบุคคลและภาษีแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ และดึงอัตราว่างงานลงจากระดับปัจจุบันที่สูงกว่า 12%

สำหรับประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ก็เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 2% หลังจากเพิ่งปรับลดไปเมื่อเดือนส.ค. พร้อมปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงจาก 3.8% เหลือ 3.5% ส่วนคาดการณ์ปีหน้าปรับลดจาก 4% เหลือ 3.9% การลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์เหมือนเมื่อเดือนก.พ. 2552 เพราะวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งแนวโน้มที่สหรัฐจะฟื้นตัวนั้นถูกบดบังจากการเติบโตที่ซบเซาในยูโรโซน

ในท่ามกลางการเติบโตที่ซบเซา ของหลายประเทศยักษ์ใหญ่ในโลกนี่เอง ที่เป็นปัจจัยฉุดรั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลงตามไปด้วย โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียทในตลาดสิงคโปร์ ส่งมอบล่วงหน้าเดือนพ.ย. ลดลงไปอีก 90 เซนต์ อยู่ที่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีครั้งใหม่ที่ 80.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่มากนักในประเทศอย่างจีน ยุโรป และญี่ปุ่น

สภาพการณ์ที่ดำเนินไปขณะนี้ สะท้อนว่าการคาดการณ์สิ่งต่างๆ ล่วงหน้านั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะบางสิ่งอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่นได้ ดังนั้นในส่วนของไทยก็ควรเตรียมตัวตั้งรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจมีทั้งแง่ดีและไม่ดี รวมถึงวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อด้วย