ผลจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือ กบง. เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เห็น
จังหวะการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและแอลพีจี เอ็นจีวี ที่จะเป็นภาคสองต่อจากที่ ทางคสช.ทำเอาไว้ งวดเข้ามาทุกขณะ
จนคาดการณ์กันว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มที่ลดลง เหมือนช่วงเดือนที่ผ่านมา ในวันที่ 22 ต.ค. ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือกพช. เราจะได้เห็นมติที่สำคัญของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ แบบคืนความสุขให้กับประชาชน
เพราะนอกจากจะไม่มีการขยับราคาขายปลีกดีเซล ขึ้นจนทะลุเพดาน 30 บาทต่อลิตรแล้ว เราอาจจะได้เห็นราคาเบนซิน ลดลงมาอีก 2.60 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ทั้ง 91 และ 95 ลดลงมาประมาณ 2 บาทต่อลิตร ส่วนของราคาแอลพีจี อย่างน้อยก็จะได้เห็นการปรับราคาของภาคขนส่งขึ้นมาเท่ากับภาคครัวเรือนที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม และคงจะมีมติให้ค่อยๆ ทยอยปรับราคาขึ้นไปพร้อมกันจนสะท้อนต้นทุนที่ควรจะเป็น
โดยที่บรรดาครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย และรถขนส่งสาธารณะ ยังได้รับการอุดหนุนราคาเดิม
สำหรับเอ็นจีวี ที่กบง.เคยให้มติให้ปรับราคาขึ้นไปแล้ว 1 บาทต่อกิโลกรัม จาก 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 11.50 บาทต่อกิโลกรัม นั้น ก็คงจะมีมติให้ปรับขึ้นได้ครั้งละ 1 บาททุกๆ 6เดือน ไปจนกระทั่งสะท้อนต้นทุนจริง แลกกับการที่ปตท.ขยายจำนวนสถานีหลัก ให้เพียงพอกับรถบรรทุก
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ยืนยันในหลักการชัดเจนว่า ราคาพลังงานจะต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนเท่ากันอย่างเบนซิน ดีเซล จะต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน พร้อมส่งสัญญาณไปถึงคนใช้แอลพีจีซึ่งเป็นของดีว่ารัฐบาลคงจะไม่ส่งเสริมให้มีการใช้กันอย่างสิ้นเปลืองภาคขนส่ง เพราะการตั้งราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุน เหมือนในอดีตอีกต่อไป
อาศัยความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่แม่นในข้อมูลและหลักการทำงาน บวกกับความโชคดีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาอย่างมากในช่วงนี้ ทำให้งานปรับโครงสร้างราคาพลังงานใน มือของนายณรงค์ชัย ดูจะมีแรงต้านน้อยกว่าที่คิด เพราะเท่าที่จับกระแสดูฝั่งภาคประชาชนอย่างคุณรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในสายพลังงาน นั้นไม่ได้ติดใจในเรื่องของการปรับขึ้นราคาให้สะท้อนต้นทุน แต่ติดใจเรื่องของการผูกขาด การไม่เปิดแข่งขันเสรีและการบวกค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่ควรจะมีเข้าไปในราคาน้ำมัน มากกว่า
การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เป็นนโยบายสำคัญ เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามากลั่น หากมีการกำหนดราคาขายที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามราคาตลาดโลก ก็หมายถึงว่า รัฐจะต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยอุดหนุน
ที่ผ่านมารัฐใช้ทั้ง กองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิตมาดำเนินการและก็ปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบมากๆ จนผู้ใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซินต้องรับภาระเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตลงมามาก อย่างกรณีของดีเซล ที่ลดลงมาจาก 5.31บาทต่อลิตร เหลือ 0.005 บาทต่อลิตร ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ทำให้รัฐเสียรายได้ไปปีละกว่าแสนล้านบาท
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดที่ผ่านๆ มา ไม่มีใครกล้ามีไปแตะเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สะท้อนต้นทุนจริง เพราะกระทบกับฐานเสียงและคะแนนนิยม
ก็คงต้องรอดูรัฐบาลเฉพาะกิจ และรัฐมนตรีที่ถือหลักการ ซึ่งประกาศก่อนหน้านี้ว่า ไม่เอาประชานิยมพลังงานอย่างนายณรงค์ชัย นี่แหละว่า จะกล้าสวนกระแสอย่างที่พูดเอาไว้หรือไม่ ประชุมกพช. 22 ต.ค.นี้ คงจะได้รู้คำตอบ








