วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชะตากรรมเคเบิลท้องถิ่น(2) : ภาระหลังแอ่น Must Carry 36 ช่อง

ช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ (11-12 ต.ค.) ครัวเรือนไทยใน 21 จังหวัดประมาณ 4.6 ล้านบ้านจะมีบุรุษไปรษณีย์

ไปเคาะประตูบ้าน มอบ"คูปองทีวีดิจิทัล"มูลค่า 690 บาทให้เพื่อนำไปใช้เป็น"ส่วนลด" ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจูนเนอร์ในตัว หรือนำไปแลกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ( DVB T2 )

ถือเป็นอีก"หลักไมล์"ของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ระบบออกอากาศโทรทัศน์ประเทศไทย ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินจากระบบอนาล็อก ที่มีอยู่ 6 ช่องมานานเกือบ 60 ปีไปสู่ระบบทีวีดิจิทัล 48 ช่อง หลังจากนี้แล้วฐานผู้ชมทีวีดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปทดแทนผู้ชมทีวีระบบอนาล็อก ที่ใช้หนวดกุ้งก้างปลาที่นับถอยหลังในอีกดไม่เกินปลายปี 2561 จะยุติการออกอากาศโดยสิ้นเชิง

แม้ผู้ชมทีวีดิจิทัลได้อยู่แล้วผ่านกฎ Must Carry บนจานดาวเทียมและโทรทัศน์บอกรับสมาชิกในระดับชาติกับระดับท้องถิ่นก็ได้สิทธิรับคูปองทีวีดิจิทัล แล้วลองนำไปแลกซื้อกล่องรับสัญญาณ DVB T2 ยี่ห้อไหนได้จะได้รับอรรถรสเพิ่มขึ้น จากการรับชมทีวีดิจิทัลที่มีความคมชัดแตกต่างโดยสิ้นเชิง จากที่ได้รับชมผ่านจานดาวเทียมและเคเบิลทีวี ซึ่งมีความคมชัดในระดับปกติหรือ SD เท่านั้น แม้เป็นช่องที่มีความคมชัดสูงแบบ HD 7 ช่องแต่ทรานสปอนเดอร์ของดาวเทียมไทยคมไม่มีแบนด์วิธเพียงพอรองรับได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับชมผ่านเคเบิลทีวีทั้งระดับชาติ อย่างทรูวิชั่นส์ที่วางช่องทีวีดิจิทัลได้ในหมายเลข 13-36 กลับมีความคมชัดในระดับต่ำกว่า SD คุณภาพของภาพย่ำแย่กว่าบนจานดาวเทียมเสียอีก ยิ่งดูช่องทีวีดิจิทัลผ่านเคเบิลท้องถิ่นแล้วจะยิ่งช้ำใจ เพราะเคเบิลทีวีท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังเป็นระบบสายทองแดง ออกอากาศแบบอนาล็อกที่คุณภาพของภาพต่ำกว่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ และยังมีน้อยรายมากที่มีขีดความสามารถ ในการจัดเรียงช่องทีวีดิจิทัลที่หมายเลข 13-36 ตามกฎ Must Carry

มิหนำซ้ำผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นยังไม่สามารถปฏิบัติตามกฎ Must Carry นำช่องทีวีดิจิทัลที่ออกอากาศในปัจจุบัน 24 ช่องลงไปออกอากาศต่อได้ทุกช่อง เท่าที่ตรวจสอบน่าจะปฏิบัติตามกฎ Must Carry นี้ได้ครบถ้วนไม่เกิน 10-20% ของทั้งหมด

เคเบิลทีวีท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีระบบอนาล็อก น่าจะนำช่องทีวีดิจิทัลลงไปในโครงข่ายได้ไม่เกิน 10 ช่องเท่านั้นและส่วนใหญ่เป็นช่องทีวีดาวเทียมเดิมๆ ที่ยกระดับตัวเองเป็นทีวีดิจิทัล เช่น ช่อง Nation TV, Workpoint , RS , MONO ฯลฯ เพราะจำนวนช่องของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่น่าจะเกิน 80 ช่องรายการ ถ้านำช่องทีวีดิจิทัลลงไปในโครงข่ายทั้งหมดก็แทบจะไม่เหลือจำนวนช่องอื่นๆ ให้ลูกค้าได้เลือกมากนัก

เมื่อคูปองทีวีดิจิทัลไปถึงบ้านครัวเรือนไทย 4.6 ล้านบ้าน ย่อมหมายความว่าผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการรับชมโทรทัศน์จากเดิมมีแค่ 2 ทางเลือก หากต้องการรับชมโทรทัศน์มากกว่า 6 ช่องที่เป็นฟรีทีวีคือติดตั้งจานดาวเทียมที่ไม่เสียค่าบริการรายเดือนหรือเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีที่มีค่าสมาชิกเดือนละประมาณ 300-350 บาท

ชาวบ้านไม่ได้รู้เรื่องเทคโนโลยีหรือไม่ได้สนใจว่า"ช่องทีวี" ที่รับชมได้มาจากระบบการออกอากาศแบบไหน แต่เหตุผลหลักในอดีตเลือกรับชมผ่านจานดาวเทียม หรือเคเบิลทีวีท้องถิ่นคือทำให้ช่องฟรีทีวี 6 ช่องรับชมได้ชัดขึ้น

ต่อมาเมื่อเกิดช่องทีวีดาวเทียมมากขึ้นเป็นกว่า 200 ช่อง ชาวบ้านดีใจที่ได้เลือกช่องทีวีมากขึ้น สนองความต้องการหลากหลายมากกว่า 6 ช่องเดิม แม้นักวิชาการจะบอกว่าช่องทีวีดาวเทียมมากกว่า 200 ช่องเป็นขยะเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุใดช่องเพลงลูกทุ่ง,หนังไทย,หนังต่างประเทศ,ช่องข่าวการเมือง,ช่องวาไรตี้ แม้กระทั่งช่องขายตรงขายยาเน้นไสยศาสตร์และเซ็กซ์กลับมีคนชมมากพอสมควร

เมื่อคูปองทีวีดิจิทัลไปถึงบ้าน ย่อมจะทำให้การทำตลาดของเคเบิลทีวีท้องถิ่นยากลำบากขึ้นอย่างแน่นอน ลูกค้าของเคเบิลทีวีท้องถิ่นคงจะชั่งใจ เป็นสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นเสียเงินรายเดือน 300-350 บาทต่อไปหรือไม่

ชะตากรรมของเคเบิลท้องถิ่นนับจากนี้เสมือนกำลังอยู่ปากเหวแห่งหายนะ หากผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นไม่รีบปรับตัวไปสู่ระบบดิจิทัลเคเบิลเพิ่มช่องจาก 80 ช่องเป็น 150-160 ช่อง แล้วนำช่องทีวีดิจิทัล 24 ช่องลงไปในโครงข่ายตามกฎ Must Carry เพื่อตอบคำถามสมาชิกที่อยากดูทีวีดิจิทัล 24 ช่องโดยไม่เลิกเป็นสมาชิก

ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับตัว ของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล แต่น่าเสียดายที่โครงการ One Network ของบริษัท เคเบิลไทยโฮลดิ้ง จำกัด (CTH) ที่มี"วิชัย ทองแตง-ไทยรัฐ"ถือหุ้นใหญ่ล้มเหลวเกือบทั้งหมด

เท่าที่ประเมินจากสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยน่าจะมีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นเพียงแค่ประมาณ 15% เข้าร่วมกับ CTH หรือมีสมาชิกรวมกันไม่น่าจะเกิน 150,000 สมาชิกจากเป้าหมาย 2.5 ล้านสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นรวมกันประมาณ 300-350 รายที่กำลังดิ้นรนเหลือรอดจากการล้มหายตายจากและถูกควบรวมกิจการไปประมาณ 20% จากผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่เดิมมีประมาณ 450-500 รายในช่วงรุ่งเรืองมากสุดในปี 2546-2550

กฎ Must Carry ที่ใช้บังคับกับผู้ถือใบอนุญาตทุกโครงข่าย เป็นภาระมากที่สุดของกลุ่มเคเบิลทีวีท้องถิ่น รองลงมาเป็นกลุ่มเคเบิลทีวีระดับชาติและแทบจะไม่ได้เป็นภาระมากนัก กับผู้ประกอบการโครงข่ายทีวีดาวเทียม

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) จึงควรพิจารณาข้อเรียกร้องของสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยที่ได้ยื่นกับ"สุภิญญา กลางณรงค์"ขอลดภาระยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 %จากรายได้เป็นเวลา 5 ปีเพื่อให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีนำเงินยกเงินส่วนนี้ไปลงทุนเปลี่ยนระบบออกอากาศและสายส่งจากระบบอนาล็อกให้เป็นระบบดิจิทัล รองรับกฎ Must Carry ได้ทั้ง 36 ช่อง

สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยควรจะชูประเด็น แผนการเปลี่ยนผ่านของเคเบิลทีวีท้องถิ่นจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านของโทรทัศน์ภาคพื้นดินที่ใช้คลื่นความถี่

เชื่อหรือไม่ว่าแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ของกสท.ฉบับ 5 ปีระหว่างปี พ.ศ. 2554-2559 ไม่ได้พูดถึงกิจการเคเบิลทีวีท้องถิ่นหรือเคเบิลทีวีระดับชาติเลย เขียนถึงแค่โทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล

โรดแม็บของเคเบิลทีวีท้องถิ่นน่าจะต้องกำหนดอย่างเร่งด่วน 3 ปีที่มองไปแล้วเหลือทางรอดทางเดียวคือเปลี่ยนโครงข่ายระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิทัลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่สามารถเข้าถึงรากหญ้าในหัวเมืองต่างๆ ได้มากกว่าโทรทัศน์ในระบบอื่นๆ และการเพิ่มบริการนอกเหนือจากช่องรายการโทรทัศน์ผ่านสายส่ง เช่น บริการอินเทอร์เน็ต, บริการ E-Commerce ฯลฯ

สนับสนุนข้อเสนอของสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แยกกิจการเคเบิลทีวีท้องถิ่นออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อให้กิจการนี้มีสถานะในสังคมชัดเจนขึ้น

เพราะจุดแข็งของเคเบิลทีวีท้องถิ่นสามารถผลิตคอนเทนท์"ช่องรายการท้องถิ่น"เพื่อบริการท้องถิ่นได้ ซึ่งทีวีดาวเทียมและทีวีดิจิทัลระดับชาติไม่สามารถทำได้โดยตรง แต่หากไม่ได้ยกเครื่องใหญ่ไปสู่ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ย่อมมองไม่เห็นทางรอดของเคเบิลทีวีท้องถิ่นแต่อย่างใด

จึงถือเป็นหน้าที่และภารกิจของกสท.ที่ยังไม่เคยอยู่ในวาระใดๆ ในการเข้าไปช่วยเหลือลดภาระ"หลังแอ่น" ในการประกอบกิจการของเคเบิลทีวีท้องถิ่น เพื่อให้อยู่รอดได้เป็นโทรทัศน์ทางเลือกในชุมชน เช่น ยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียม 4% , สนับสนุนทางการเงินเพื่อพัฒนาบุคลากรให้ผลิตเนื้อหาท้องถิ่น , สนับสนุนและส่งเสริมให้เคเบิลทีวีท้องถิ่นเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลโดยเร็วที่สุด,ลดภาระตามประกาศต่างๆ ที่บังคับเคเบิลทีวีท้องถิ่นเกินความจำเป็น ฯลฯ