ผลการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 250 คน ก็ไม่ต่างจากการแต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) คือสมาชิกส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ทั้งประจำการและเกษียณ อันเป็นไปตามหลักคิดทฤษฎี "รัฐราชการรวมศูนย์" ของคณะทหารที่ก่อการยึดอำนาจ
จะว่าไปแล้ว สภาปฏิรูปแห่งชาติก็คือ "สภาเสนาอำมาตย์" นั่นเอง
บรรดาอดีต ส.ว.คนดัง เอ็นจีโอคนเด่น รวมกันแล้วไม่น่าจะเกิน 40 คน ภาคประชาชนตัวจริงนับหัวได้ 3 คน ฉะนั้นจึงคาดเดาไม่ยากว่า การปฏิรูปประเทศ นับจากนี้ไปจะก้าวไปสู่หนใด?
เมื่อพิจารณาจากเอกสารข้อมูล 11 ด้านที่ "คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ" สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม รับฟังปัญหาและรวบรวมเป็นกรอบความเห็นร่วมของประชาชน ได้จัดทำขึ้นให้กับสมาชิก สปช.ทุกคน
โดยเฉพาะด้านการเมือง เห็นชัดว่า "ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ" จะหวนคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ระบอบการเมืองที่ว่านี้ เคยปรากฏมาแล้วในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยาวนานกว่า 8 ปี หรือที่สื่อมวลชนเรียกขานว่า "ระบอบเปรมาธิปไตย"
ยกตัวอย่างข้อเสนอที่นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผ่านสภานิติบัญญัติ
ส่วนพรรคการเมือง ก็มีกรอบเสนอแนวทางการจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาค เข้าสู่ระบบพรรคการเมืองได้ง่าย และปราศจากการครอบงำของทุน
แนวทางแบบนี้ จะทำให้มี ส.ส.จากพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคละ 3-4 คน เหมือนพรรคสหประชาธิปไตย, พรรคเสรีนิยม, พรรคราษฎร ฯลฯ ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2526 และปี 2529
หรือจะย้อนไปสู่พรรคการเมืองเบ่งบานเป็นดอกเห็ดหน้าฝน ในการเลือกตั้งปี 2518 ที่มี ส.ส.จากพรรคขนาดเล็กไม่ต่ำกว่า 15 พรรค อาทิ พรรคสันติชน, พรรคพัฒนาจังหวัด, พรรคไท, พรรคประชาราช, พรรคสังคมชาตินิยม ,พรรคฟื้นฟูชาติไทย ฯลฯ
แถมมีข้อเสนอลงสมัคร ส.ส.แบบไม่สังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถลงสมัครได้ง่ายเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัคร ซึ่งคล้ายกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2512 ที่มี "ส.ส.อิสระ" เข้าสู่สภาฯ เป็นจำนวนมาก
สิ่งที่ตามมาก็คือ "พรรคผี" หมายถึงการรวมตัวของ ส.ส.อิสระ เพื่อการต่อรองผลประโยชน์ และกลายเป็นสาเหตุที่จอมพลถนอม กิตติขจร นำมาอ้างในการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลของตนเองในปี 2514
ที่น่าสนใจคือ ชัย ชิดชอบ อดีตสมาชิก ส.ส. "พรรคผี" เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย
แต่มีข้อเสนอที่น่าสนใจคือ "ระบอบ 3 สภา" ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา และสภาประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
จริงๆ แล้ว "สภาประชาชน" ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้มีการออกแบบและผ่านเป็นกฎหมายแล้วคือ พรบ.สภาพัฒนาการเมือง และ พรบ.สภาพัฒนาองค์กรชุมชน แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ เนื่องจากมันถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่เรียกว่า "เอ็นจีโอภาครัฐ" หรือองค์กรพัฒนาชุมชน
ฉะนั้น สภาประชาชนในรูปแบบใหม่ คงต้องคำนึงถึงประเด็นการเปิดกว้างและหลากหลาย ไม่ใช่ถูกผูกขาดอยู่ในมือสถาบันพระปกเกล้าเท่านั้น
จะอย่างไรก็ตาม ความพยายามจะออกแบบการเมืองไทยให้หนีห่าง "กลุ่มทุน" หรือฝันเห็น "การเมืองสีขาว" เป็นเรื่องเฟ้อฝัน การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็คิดกันทำนองนี้ และสุดท้ายก็จบที่การรัฐประหาร 2549
ในรอบ 20 ปีมานี้ เมืองไทยผ่านการปฏิรูปการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายครั้ง มิหนำซ้ำก็ "คนหน้าเดิมๆ" ทั้งนั้นที่เป็น "แกนหลัก" ในการร่างรัฐธรรมนูญ และครั้งนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้น
เมื่อพิจารณาจากแนวคิดหัวหน้า คสช.ที่พร่ำบ่นทุกคืนวันศุกร์ การปฏิรูปการเมืองรอบนี้ ก็คือการพลิกฟื้น "รัฐราชการรวมศูนย์" โดยมี "ระบอบเปรมาธิปไตย" เป็นโมเดล








