ทั้งฝ่ายประท้วงกับรัฐบาลฮ่องกงต่างก็ยัง ประเมินสถานการณ์การสู้รบ อยู่ แม้เส้นตายของผู้ว่าฯ เหลียงเจิ้งอิง
ให้ผู้ชุมนุมสลายตัวเช้าวันจันทร์จะผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง แต่บรรยากาศของความตึงเครียดก็ยังมีกระจายตัวอยู่ทั่วไป
ผู้บริหารฮ่องกงไม่ได้สั่งตำรวจเข้าสลายผู้ที่ยังปักหลักประท้วง และฝ่ายต่อต้านก็ยอมถอนออกจากบางจุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปทำงานได้หลังการประท้วงดำเนินมาหนึ่งสัปดาห์
ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจีนที่ปักกิ่งจะใช้กำลังสลายการชุมนุมหรือไม่
และก็ยังไม่มีความแน่ชัดว่าขบวนการอารยะขัดขืนที่เรียกตัวเองว่า Occupy Central จะยอมเลิกราโดยไม่มีการเจรจา
เดิมทีมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันในหัวข้อ “ปฏิรูปการเมือง” เพื่อให้คนฮ่องกงมีสิทธิจะเลือกผู้บริหารสูงสุดของตนเองโดยปักกิ่งไม่เข้ามาแทรกแซง หรือเป็นผู้อนุมัติรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งก่อน
การเจรจาไม่เกิดขึ้นเพราะฝ่ายต่อต้านอ้างว่า ตำรวจใช้นักเลงหัวไม้กวนเมืองมาทำร้ายร่างกายผู้ประท้วง แต่ทางการปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาเช่นนั้นไม่เป็นความจริง
เป็นการทดสอบความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่ปักกิ่งอย่างยิ่ง
หากเขาตัดสินใจใช้กำลังสลายผู้ประท้วงที่ฮ่องกง ภาพหลอนเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ก็จะกลับมาสร้างรอยด่างให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกรอบหนึ่ง
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ครั้งก่อน เติ้งเสี่ยวผิง ไม่ต้องสนใจปฏิกิริยาจากชาวโลก เมื่อเขาสั่งรถถังเข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษา ที่จตุรัสเทียนอันเหมินกลางเมืองหลวง
วันนี้ สีจิ้นผิง เป็นผู้นำประเทศจีนที่ต้องการมีบทบาทสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ไม่อาจจะให้มีภาพของการปราบปรามเยาวชนและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเหี้ยมเกรียมได้
แต่ สีจิ้นผิง ก็ไม่อาจจะถูกมองว่าอ่อนแอและยอมแรงกดดันของผู้ประท้วงในฮ่องกง เพราะการที่เขายอมเจรจาด้วยอาจถูกตีความว่าไม่เด็ดขาดเพียงพอ และอาจนำไปสู่การเรียกร้องทำนองเดียวกันจากดินแดนอื่น ๆ บนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทิเบต หรือซินเจียง หรือแม้ไต้หวันก็ตาม
สีจิ้นผิง ต้องคิดหนักและหวังว่าหากทางการฮ่องกงสามารถใช้แรง “อึด” เอาชนะผู้ประท้วงได้ โดยที่จีนไม่ต้องส่งทหารเข้าปราบปราม ก็จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับปักกิ่ง
แต่ฝ่ายประท้วงก็ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือเช้าเบาบาง ตกเย็นก็กลับมารวมตัวกัน โดยคาดว่าหากปักหลักต่อต้านยืดเยื้อ ก็จะได้แรงสนับสนุนจากคนฮ่องกงอื่น ๆ และประชาคมโลก ซึ่งจะมีผลทำให้รัฐบาลจีนที่ปักกิ่งต้องยอมเจรจา เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขที่จะใช้กำหนดการเลือกตั้งผู้ว่าในปี 2017
ฮ่องกงยังมีความสำคัญต่อจีนในหลาย ๆ ด้านแม้ช่วงหลังบทบาทในฐานะเป็น “หน้าต่างสู่โลก” ของเกาะแห่งนี้ต่อจีนแผ่นดินใหญ่จะลดลงไปบ้าง เพราะจีนเปิดกวางโจวและเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์การค้ากับต่างประเทศได้คึกคักขึ้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปักกิ่งจะสามารถ “ทำลาย” ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของตนได้โดยไม่เผชิญกับผลทางลบต่อตัวเอง
ในแง่ของการระดมทุนจากตลาดการเงินแล้ว จีนยังต้องพึ่งพาฮ่องกงไม่น้อย
ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมา บริษัทจีนได้ใช้ฮ่องกงเป็นที่ระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น (Initial Public Offerings หรือ IPOs) ได้สูงถึง $43 พันล้านเหรียญขณะที่ในเมืองจีนเองระดมทุนได้ $25 พันล้านเหรียญ
ไม่แต่เท่านั้น ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ทั้งเข้าไปและออกจากจีนแผ่นดินใหญ่
เฉพาะปีที่แล้วปีเดียว เงินลงทุนโดยตรงหรือ Foreign Direct Investment (FDI) จากฮ่องกงเข้าไปในจีนสูงถึง 2 ใน 3 ของทั้งหมดเทียบกับ 30% เมื่อปี 2005
ฮ่องกงสามารถดึงดูดการลงทุนได้ดีกว่าจีน เพราะมีบรรยากาศการลงทุนที่มีเสถียรภาพ มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและเป็นธรรม นักลงทุนเชื่อว่าฮ่องกงส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศอย่างจริงจัง มีระบบนิติรัฐที่น่าเชื่อถือ
ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังได้ใช้ฮ่องกงเป็นจุดปูทางเพื่อทดลองใช้เงินสกุลหยวนในการค้าขายระหว่างประเทศ
อีกทั้งฮ่องกงยังเป็นตลาดสำหรับการออก “พันธมิตรติ่มซ้ำ” อันหมายถึงตราสารหนี้ที่มีเงินหยวนเป็นหลัก
นั่นหมายถึงการเปิดทางเป็นครั้งแรกให้นักลงทุนต่างชาติ สามารถซื้อหุ้นของบริษัทจีนโดยผ่านตลาดหุ้นฮ่องกงได้
แปลว่าจีนได้ประโยชน์จากสถานภาพพิเศษของฮ่องกง แม้เกาะนี้จะแยกจากแผ่นดินใหญ่แต่ก็มีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับจีน
ฮ่องกงเป็นเกาะที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก แต่ในทางทฤษฎีก็อยู่ใต้ระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ปักกิ่ง
ต้องไม่ลืมว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าส่งออกของฮ่องกงขายไปที่จีนแผ่นดินใหญ่ และอย่างน้อย 20% ของสินเชื่อของธนาคารฮ่องกงมีลูกค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่
อีกทั้งไม่ต่ำกว่า 10% ของผลผลิตมวลรวมหรือ GDP ของฮ่องกงมาจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของคนจีนจากแผ่นดินใหญ่
หากสีจิ้นผิงตัดสินใจ “กำราบ” ผู้ประท้วงฮ่องกงด้วยกำลัง ก็เท่ากับต้องยอมตัดนิ้วก้อยทิ้ง
หรือเขาจะยอม “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ”...อีกไม่กี่วันก็รู้








