วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลักการเหมือนกัน ต่างแค่วิธีการ

คณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติเห็นชอบมาตรการพยุงราคาข้าว ในฤดูการผลิตใหม่

โดยประเมินว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 27 ล้านตัน แต่จะเข้าไปช่วยเหลือตามมาตรการนี้เพียง 22 ล้านตัน ซึ่งรูปแบบของการพยุงราคานั้น นบข.จะใช้ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และกระทรวงพาณิชย์ในการปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง และปล่อยกู้โรงสีให้ซื้อข้าวจำนวนหนึ่งมาเก็บไว้ เท่ากับว่าจะมีข้าวหายไปจากตลาด ซึ่งในที่สุดแล้วราคาข้าวจะขยับขึ้น

หากพิจารณามาตรการพยุงราคาข้าวโดยหลักการแล้ว ก็ไม่ต่างจากนโยบายรับจำนำหรือประกันราคาข้าว แต่แตกต่างกันตรงวิธีการเท่านั้น โดยมาตรการพยุงราคาในครั้งนี้อิงตามราคาตลาด และเกษตรกรสามารถกู้ได้ 80% ขณะที่โครงการประกันราคาข้าว และจำนำข้าวนั้นล้วนแต่มีการตั้งระดับราคาเอาไว้สูง บางกรณีสูงกว่าตลาดอย่างมากอย่างกรณีนโยบายรับจำนำทุกเมล็ดของรัฐบาลชุดที่แล้ว ผลก็คือภาระของรัฐบาลจะมีมากขึ้น หากโครงการช่วยเหลือชาวนาตั้งราคาข้าวสูงกว่าตลาดมากเกินไป

ดังนั้นหากพิจารณาในหลักการแล้ว ถือว่าไม่มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นหลักการช่วยเหลือภาคเกษตรทั่วโลกที่มักนิยมกัน กล่าวคือ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อให้อุดหนุนราคา ปัญหาที่แท้จริงของโครงการอุดหนุนภาคเกษตรคือความพอดีของเม็ดเงินที่ใช้ในการอุดหนุน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าควรอุดหนุนในระดับใด แต่หากรัฐบาลอุดหนุนอย่างไม่มีขีดจำกัด ก็จะกลายเป็นภาระมหาศาลจนโครงการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ อย่างกรณีโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลชุดที่แล้ว

แน่นอนว่านโยบายการพยุงราคา ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นประชานิยมเช่นเดียวกัน แต่ก็เชื่อว่ามีวิธีการที่ต่างไปจากอดีต และใช้งบประมาณไม่มากนัก จึงเชื่อว่าจะสามารถชี้แจงเหตุผลใด เพราะดังที่กล่าวข้างต้นว่าการพยุงราคาภาคเกษตรในหลักการแล้วก็เหมือนๆ กัน ต่างกันตรงวิธีการกระทำเท่านั้น และเราก็หวังว่านโยบายพยุงราคาในครั้งนี้จะเกิดผลที่ต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการทุจริตและความโปร่งใสในโครงการ

หากย้อนไปดูโครงการในลักษณะเดียวกันในอดีตนั้น เราจะพบว่าความล้มเหลวส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง บางรัฐบาลอาจโทษระดับเจ้าหน้าที่ว่า มีปัญหาในการทำงาน แต่ไม่ว่าจะเกิดจากขั้นตอนใด ปัญหาการทุจริตถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดและโดยวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในทุกยุค และบางกรณีกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้นของภาครัฐ เราเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ก็สามารถอธิบายสังคมได้ถึงความจำเป็น

เราเห็นว่า เรื่องใหญ่ของรัฐบาลคือการบริหารจัดการมาตรการพยุงราคาข้าว และอาจจะเป็นตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพการทำงานด้วย เพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานที่รัฐบาลให้ทำงานในครั้งนี้ก็เป็นหน่วยงานหลักในรัฐบาลก่อนๆ หน้านี้ หากมาตรการพยุงราคายังเกิดปัญหาเดิมซ้ำซาก ยังมีข่าวการทุจริตและความผิดพลาดเช่นเดิม รัฐบาลก็อาจชี้แจงได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่คนในรัฐบาลกล่าวหารัฐบาลก่อนหน้านี้เอาไว้ ดังนั้น ประสิทธิภาพของการบริหารโครงการ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของมาตรการพยุงราคา