วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อินเดียกำลังทบทวนนโยบายเปิดเสรีการค้า

เมื่อเดือนที่แล้ว (ส.ค. 2557) ผมพูดถึงผลงานของนายกรัฐมนตรีโมดีในช่วง 100 วัน ว่ามีรูปแบบที่หวือหวา

แต่สาระคงต้องคอยจับตาดู มาถึงวันนี้ สาระที่พอจะเริ่มเห็นชัดเจน แต่ก็ด้วยความกังวลคือ อินเดียกำลังทบทวนนโยบายเปิดเสรีการค้า ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปกป้องตลาดภายในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงทศวรรษก่อน อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเลข 2 หลัก จึงมีความมั่นใจพร้อมเปิดประตูการค้ามากขึ้น จนถึงขณะนี้อินเดียมีความตกลง FTA กับ 20 กว่าประเทศ รวมทั้งอาเซียนและไทย ความตกลง FTA กับไทยเจรจากันมากว่า 10 ปี แต่ทำได้เพียงลดภาษีสำหรับสินค้า 83 รายการ เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2547 มาบัดนี้ก็หยุดชะงักลง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ก. ต่างประเทศอินเดียประกาศแช่แข็ง (Freeze) ไม่พร้อมเจรจากับไทยอีกต่อไป ส่วนความตกลง FTA ด้านสินค้ากับอาเซียนมีผลเมื่อ 1 ม.ค. 2553 ความตกลงด้านบริการและการลงทุนกับอาเซียน ซึ่งเดิมนางเนียมาลา สิทธะรามัน รมว. พาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดียจะเดินทางไปร่วมลงนามกับอาเซียนที่กรุงเนปิดอร์เมื่อต้นเดือน ก.ย. 2557 ก็กลับเปลี่ยนใจไม่ไปร่วมประชุม ทำให้หลายฝ่ายผิดหวัง แต่ในที่สุดก็ใช้วิธีเวียนให้ รมว. ประเทศต่าง ๆ ลงนามที่เมืองหลวงแทนเมื่อ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการลงนามครบ ความตกลงก็จะมีผลบังคับใช้ทันที

ตั้งแต่ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง พรรค BJP ของนายโมดีก็ได้ส่งสัญญาณมาบ้างแล้วว่า จะไม่สนับสนุนการเปิดเสรีค้าปลีกภายในประเทศ แต่จะเลือกเปิดให้บางสาขา เช่น อุตสาหกรรมกลาโหม ซึ่งลึก ๆ ก็คือต้องการรักษาฐานเสียงของพรรคที่เป็นผู้ค้ารายย่อย ถัดมาก็เป็นการแสดงท่าทีในเวที WTO เมื่อเดือน ก.ค. 2557 ด้วยการกลับลำไม่ให้สัตยาบันความตกลงอำนวยความสะดวกด้านการค้า (Trade Facilitation Agreement) ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าก็ได้เจรจายอมรับไว้ชั้นหนึ่งแล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ล้มกระดานเพราะยังต้องการสนับสนุนภาคเกษตรภายใต้นโยบายความมั่นคงทางอาหาร

ในช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมานายโมดีก็ได้ประกาศสโลแกน “Make in India” ส่งสัญญาณต้องการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตสินค้าในอินเดียแทน ตามด้วยข่าวการสั่งทบทวนความตกลง FTA ที่อินเดียมีกับทุกประเทศ โดยให้เหตุผลว่า ตั้งแต่มีความตกลง FTA อินเดียกลับเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับประเทศที่มีความตกลงมากยิ่งขึ้น และสัดส่วนการส่งสินค้าออกไปยังประเทศเหล่านั้นก็กลับลดลงจากก่อนที่มีความตกลง

ความตกลง FTA กับกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการกล่าวถึง โดยก่อนที่จะมีความตกลง FTA กับอาเซียนเมื่อปี ค.ศ. 2003 อินเดียขาดดุลการค้ากับอาเซียนเพียง 1,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถัดมา 10 ปี กลับขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 4,423 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของการค้าอินเดียกับไทย เมื่อปี ค.ศ. 2003 อินเดียได้ดุลการค้าไทยจำนวน 193 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากนั้น 10 ปี อินเดียกลายเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้อินเดียประกาศแช่แข็ง (Freeze) ไม่เจรจา FTA กับไทยอีกต่อไป

ทำไมอินเดียถึงมีความคิดทบทวนนโยบายเปิดเสรีการค้า ?

ประการแรกที่สำคัญคือ แรงกดดันด้านประชากร อินเดียจำเป็นต้องเร่งสร้างงานรองรับคนหนุ่มสาวที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานปีละกว่า 12 ล้านคนทุกปี ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง คนเหล่านี้ฝากความหวังไว้กับนายโมดีว่าจะช่วยสร้างงานมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมเบา (Manufacturing sector) ของอินเดียคิดเป็นสัดส่วนเพียง 16 % ของ GDP แต่เป็นตัวที่จะสร้างงานเพิ่มได้มากกว่าภาคบริการอื่น ๆ รัฐบาลอินเดียก็เลยต้องการกระตุ้นให้มีการเปิดโรงงานเยอะ ๆ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมเบาขึ้นเป็น 25 % ของ GDP สร้างงานให้ได้ 100 ล้านตำแหน่งในช่วง 6 ปีข้างหน้า รัฐบาลอินเดียเชื่อว่า นักลงทุนต่างชาติยังไงก็ยังต้องการเข้ามาลงทุนผลิตสินค้าทดแทนในอินเดียแน่นอน

เหตุผลนี้ดูจะฟังแล้วเข้าใจ แต่ยังไม่จบเท่านี้ นักลงทุนต่างชาติต่างทราบดีถึงความยากลำบากในการเข้ามาทำธุรกิจในอินเดีย เมื่อปี 2556 รายงานของธนาคารโลกจัดอันดับอินเดียในเรื่องความง่ายในการทำธุรกิจ ไว้ที่ 134 ในขณะที่ไทยอันดับ 18 ความไม่พร้อมเรื่องสาธารณูปโภคและกฎระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ของรัฐบาลทุกระดับก็ทำให้นักลงทุนยอมแพ้ไปเยอะ ดังนั้น หากใช้นโยบายปกป้องตลาดภายในแทน ในขณะที่การลงทุนจากต่างชาติก็ยังไม่เข้ามาจนกว่าจะทำให้การทำธุรกิจมีความสะดวกยิ่งขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ ไม่มีการจ้างงานเพิ่ม ผู้บริโภคก็จะได้รับผลกระทบ แทนที่จะสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ดีกว่าและในราคาถูกกว่าจากต่างประเทศ

ประการต่อมาก็คือ อินเดียเห็นว่าการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้ดุลการค้าดีขึ้น จึงต้องการผูกเรื่องของการเปิดตลาดสินค้ากับการเปิดเสรีด้านบริการเพื่อให้อินเดียสามารถส่งออกแรงงานมีฝีมือ เช่น ด้าน IT นักบัญชี นักกฎหมาย ครูอาจารย์ ออกไปทำงานในต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แต่ละประเทศจะยอมเพราะต่างก็ต้องการสงวนไว้ให้คนชาติตน

การอ้างเรื่องการขาดดุลการค้ากับประเทศที่มีความตกลง FTA มาเป็นข้ออ้างในการทบทวนนโยบายเปิดเสรีการค้าไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหา ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การพัฒนาขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมอินเดียให้สามารถแข่งขันได้ ส่งเสริมการค้าชายแดน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเสียงเรียกร้องจาก CEO ของบริษัทต่างชาติรายใหญ่ เช่น บ. Vodafone จากอังกฤษ และ บ. Honda Motor จากญี่ปุ่นต่างบอกว่า การทำธุรกิจและระบบภาษีในอินเดียยังมีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่มาก หากปรับปรุงบรรยากาศในการทำธุรกิจก็น่าจะช่วยทำให้นักลงทุนต่างชาติพร้อมเข้ามาลงทุนโดยอาศัยต้นทุนแรงงานที่ยังต่ำอยู่ โดยไม่ต้องเสียเวลานำสินค้าสำเร็จรูปเข้ามา

ผมก็หวังว่าอินเดียจะไม่หวนกลับไปใช้นโยบายผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าซึ่งหลายประเทศเลิกใช้ไปนานแล้ว