เวทีเสวนา ถาม-ตอบพลังงาน ที่จัดมาแล้ว 2 ครั้ง มีเป้าหมายจะเสนอแนะทางออก ปัญหาพลังงานแห่งชาติ
แต่ยังมีความเห็นสองฝักสองฝ่ายอย่างสุดขั้ว ไม่มีทีท่าว่าจะต้องมีอีกสักกี่รอบจึงจะเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ
ผมเอาเทปของการเสวนาทั้งสองครั้งมาฟังแล้วก็สรุปได้ว่า “นี่คือปัญหาท่าที ไม่ใช่ปัญหาเนื้อหาสาระ”
และหากยังดำเนินการถกแถลงกันอย่างนี้ต่อไป ก็จะไม่มีทางออกสำหรับบ้านเมืองในเรื่องนี้
นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกนักข่าววันก่อนเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ว่า
“อย่าไปคิดว่า 2 ครั้งจบ ไม่ใช่หรอก เป็นร้อยครั้ง การพูดคุยกัน เจรจาสันติภาพ 2 ครั้งไม่จบหรอก เรื่องนี้มันฝังหัวแล้ว ผมรู้ว่าใครเป็นอย่างไร รู้ว่าใครสำคัญอย่างไร แต่ถ้าไปพูดก็กลายเป็นพูดเข้าข้าง แล้วอีกทางหนึ่งก็จะมาเล่นงานผม แบบนี้จะไม่จบสักที เลยบอกให้ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”
ที่ว่า “พูดร้อยครั้งก็ไม่จบ” เห็นจะจริง เพราะเป้าหมายของคู่กรณีไม่ได้ต้องการให้ “จบ” แต่ต้องการ “ชนะ” และยืนยันว่า “ข้อเท็จจริง” ของฝ่ายตนเท่านั้นที่ถูกต้อง อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้จริงหรือไม่พูดความจริง
ความจริง เป้าหมายของการเสวนามีอยู่ชัดเจน นั่นคือ อะไรเป็นผลประโยชน์ของชาติและประชาชน?
เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องเดียวกัน เหตุผลและข้อเท็จจริงจะออกไปคนละขั้วในทุกกรณี
และเป็นไปไม่ได้เช่นกันที่ว่าหากข้อมูลของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกันแล้ว จะไม่มีทางที่จะหาทางออกร่วมกันได้ด้วยการเคารพในความเห็นต่าง และตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน เพราะคำว่า “ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน” ไม่ควรจะตีความแตกต่างกันไปคนละทิศคนละทางอย่างที่เราได้ยินอยู่ขณะนี้
เสวนาที่ผ่านมาสองครั้งกลายเป็น “วิวาทะ” มากกว่าการ “หาทางออกร่วมกัน”
บรรยากาศการปะทะคารมที่เราเห็นบนเวทีไม่ต่างไปจากแวดวงการเมืองในความขัดแย้งก่อนหน้านี้ นั่นคือท่าทีของฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมรับอีกฝ่ายหนึ่งในทุกกรณี และเป็นเรื่องของตัวบุคคลว่าอยู่ “ค่ายไหน” มากกว่าพิจารณาเหตุผลและข้อเสนอของแต่ละฝ่ายอย่างเปิดกว้าง
เหมือนที่เคยแบ่งสีแบ่งฝ่ายกันทางการเมือง และท้ายที่สุดก็ถึงทางตัน เพราะเมื่อไม่มีใครยอมใคร ไม่ฟังเหตุผลของกันและกัน และไม่เคารพในความเห็นต่าง ก็ถึงจุดแตกหัก ทำให้ “มือที่สาม” ต้องเข้ามาระงับเหตุอย่างที่เห็น
ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าไม่มีใครที่อยู่ในฐานะ “คนกลางที่น่าเชื่อถือได้” ที่จะเป็นกรรมการนำเอาข้อเสนอของแต่ละฝ่ายมาหลอมรวมเพื่อนำเอา “ของดีของทั้งสองฝ่าย” เสนอเป็นทางออกให้ปัญหาพลังงานต่อคนไทยได้
ปัญหาที่จะตามมาก็คือแม้เมื่อเรื่อง “ทางออกพลังงาน” ของบ้านเมืองจะถูกนำเข้าสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้วก็ตามก็ยังน่าสงสัยว่าจะหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบต่างฝ่ายต่างก็พยายามจะส่งคนของตนเข้าไปอยู่ใน สปช. เพื่อจะได้ “ฟาดฟัน” กันต่อไปในเวทีระดับชาติอีกวาระหนึ่ง
แต่คนไทยทั่วไปที่ไม่รู้ซึ้งถึงความสลับซับซ้อนของปัญหาพลังงานมีความคาดหวังสูงกว่าที่เห็นอยู่ ต้องการจะให้ “ผู้รู้” และ “ผู้รับผิดชอบ” ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุมีผล และนำเสนอทางออกเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เคารพในความเห็นต่าง ยอมรับในการที่ไม่สามารถหา “สูตรสำเร็จ” ที่ทุกฝ่ายพอใจ ไม่บิดเบือนตลาด ไม่ยึดแต่เพียงทฤษฎี และพร้อมที่จะเดินหน้าพร้อมแผนระยะสั้น กลาง และยาว
ทุกประเทศต้องเผชิญกับปัญหาพลังงานสำหรับอนาคตทั้งสิ้น และการถกแถลงในประเด็นนี้ก็ร้อนแรงในทุกประเทศเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นแย้งกันเพียงใด ท้ายที่สุดจะต้องหาทางออกร่วมกันในลักษณะของอารยะประเทศ นั่นคือการยอมรับว่าไม่มีฝ่ายใดถูกหมดหรือผิดหมด และไม่มีกลุ่มไหนอ้างความ “รักชาติ” หรือเป็นตัวแทนประชาชนมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ความจริง ทุกคนในแต่ละฝ่ายของกรณีนี้ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคมไม่น้อยกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่ท่าทีและทัศนคติต่อการหาทางออกสำหรับวาระสำคัญเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ “พูดกันไม่รู้เรื่อง”
“คุยกันให้รู้เรื่อง” ต้องเริ่มจากการตระหนักว่า “คุยกันด้วยเป้าหมายว่าต้องหาทางออกร่วมกัน” เท่านั้น








