ฮ่องกงเดือด! สีจิ้นผิงจะทำอย่างไร?

ฮ่องกงเดือด! สีจิ้นผิงจะทำอย่างไร?

วันนี้วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติจีน ที่ปักกิ่งมีการเฉลิมฉลองกันคึกคัก แต่ที่ฮ่องกงบรรยากาศตึงเครียด

ผู้ประท้วงยืดหยัดต่อต้านต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องปักกิ่งยอมให้เลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดอย่างเสรี ปักกิ่งยืนยันว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเรื่องภายใน ใครอย่ามายุ่ง

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ “สนับสนุนให้คนฮ่องกงเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งอย่างทั่วถึงเท่าเทียม (universal suffrage)

ปักกิ่งบอกว่าการประท้วงของคนฮ่องกงผิดกฎหมาย และเชื่อว่ารัฐบาลฮ่องกงสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้

มีคนถามผมว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะทำอย่างไร?

มีข่าวลือว่าจีนจะส่งทหารข้ามเกาะมาปราบนักศึกษาที่กำลังปักหลักประท้วง อีกบางคนบอกว่าฮ่องกงอาจกำลังเจอกับ “เทียนอันเหมินครั้งใหม่”

ผมเชื่อว่าผู้นำจีนกำลังอึดอัดอย่างยิ่ง และกำลังหาทางเจรจาให้ผู้ประท้วงยุติ ด้วยการขู่ว่าจะดำเนินตามกฎหมาย แต่ผมไม่เชื่อว่าจะถึงขั้นสั่งปราบด้วยอาวุธ เพราะจีนวันนี้ไม่ใช่จีนเมื่อปี 1989 ที่ท่านผู้นำ เติ้ง เสี่ยวผิง สามารถสั่งรถถังออกปราบนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยไม่ต้องสนใจประชาคมโลกว่าคิดอย่างไร

วันนี้จีนต้องการเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับจากเวทีสากลในหลาย ๆ ด้าน

แน่นอนที่ปักกิ่งจะไม่ยอมให้ถูกมองว่ายอมอ่อนข้อต่อเสียงเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” เป็นอันขาด เพราะหากถอยอย่างนั้นจะเป็นการส่งสัญญาณให้จังหวัดอื่น ๆ บนจีนแผ่นดินใหญ่มีความฮึกเหิม พร้อมจะออกมาเรียกร้องทางการเมืองในทำนองเดียวกัน

สิ่งที่ผู้นำจีนกลัวที่สุดคือ การก่อหวอดของกลุ่มคน ที่เรียกร้องสิทธิทางการเมืองลักษณะเดียวกันนี้ เพราะที่ ซินเจียงทิเบต ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกันมาก่อนหน้านี้

ฮ่องกงต่างกับดินแดนบางแห่งที่เรียกร้อง “สิทธิการปกครองตนเอง” ตรงที่เกาะแห่งนี้มีความสำคัญทางด้านธุรกิจการเงินและการลงทุนอย่างยิ่ง ปักกิ่งถือเป็น “หน้าต่าง” แห่งความสำเร็จของตนเอง และได้พยายามไม่เข้าไปแตะบรรยากาศการลงทุนมาตลอด

แต่การเมืองสำหรับจีนแล้วเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าที่สร้างความตึงเครียดให้กับปักกิ่งอย่างยิ่ง

ภาพลักษณ์ของนักเรียนมัธยมวัย 17 อย่าง Joshua Wang (黃之鋒 หวางจือเฟิง) เป็นผู้นำคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น มายืนตระหง่านท้าทาย สีจิ้นผิง ซึ่งปกครองประเทศประชากร 1 พัน 3 ร้อยล้านคนด้วยแล้ว เป็นการท้าทายที่หนักหน่วงยิ่งนัก

เรื่องของ “หน้าตาและศักดิ์ศรี” สำหรับผู้นำจีนปักกิ่งกับเกาะฮ่องกงประชากร 7 ล้านคนจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ไม่อาจจะพยากรณ์ผลสุดท้ายได้

ผู้ประท้วงฮ่องกงยืนยันว่า ปักกิ่งประกาศนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ตั้งแต่อังกฤษส่งเกาะคืนให้จีนในปี ค.ศ.1997 ซึ่งแปลว่าฮ่องกงจะสามารถรักษาระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยไม่ถูกจีนแทรกแซง

และในรัฐธรรมนูญของฮ่องกงที่เรียกว่า Basic Law นั้นก็ระบุว่า “เป้าหมายสุดท้าย” (ultimate goal) คือการให้เลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด “ด้วยสิทธิการเลือกตั้งที่ทั่วถึงและเท่าเทียม” (universal suffrage)

รัฐบาลจีนเคยรับปากว่าจะให้มีการ “เลือกตั้งโดยตรง” เพื่อเลือกผู้บริหารสูงสุดภายในปี ค.ศ.2017 หรืออีกสามปีจากนี้ไป

แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกฎหมายสูงสุดของจีนประกาศว่า ปักกิ่งจะตั้งคณะกรรมการในฮ่องกงชุดหนึ่ง เพื่อกลั่นกรองรายชื่อผู้สมัครให้เหลือ “สองถึงสามคน” เพื่อให้คนฮ่องกงหย่อนบัตรเลือกตั้ง

เงื่อนไขของปักกิ่งคือ ใครจะสมัครรับเลือกตั้ง ต้องได้รับความเห็นชอบจากมากกว่า 50% ของคณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้

พอข่าวออกมาเช่นนั้น คนฮ่องกงก็ฮือขึ้นมาทันที เพราะเชื่อว่าปักกิ่งกำลังจะ “ล็อกสเปค” คนที่ตัวเองต้องการให้ได้รับเลือกตั้งเท่านั้น

ผู้ว่าฯฮ่องกงคนปัจจุบัน C.Y. Leung (梁振英 เหลียงเจิ้นอิง) ได้รับการเลือกจาก “คณะกรรมการเลือกตั้ง” ที่มีสมาชิกเพียง 1,200 คน ที่กลั่นกรองโดยคนใกล้ชิดกับปักกิ่ง จึงถูกมองว่าเป็น “หุ่นเชิด” ของรัฐบาลกลาง ไม่ได้เป็นตัวแทนของผลประโยชน์คนฮ่องกงแต่ประการใด

จึงได้เกิดขบวนการ Occupy Central นำโดยนักวิชาการชื่อ Benny Tai ซึ่งจัดให้มีการ “ลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ” ระหว่างวันที่ 20-29 มิถุนายนว่าด้วยการ “ปฏิรูปการเมือง” และเสียงสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีถึง 792,808 คนซึ่งนำไปสู่การออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย

จนนำไปสู่การก่อตัวของ “นักเรียนนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย” หรือ Scholarism ที่นำโดยนักเรียนมัธยม Joshua Wang วัย 17 คนนี้แหละ

หนึ่งประเทศ สองระบบ กำลังจะกลายเป็น “สามทางเลือก”: คอมมิวนิสต์, ประชาธิปไตย, หรือประชาธิปไตยแบบคอมมิวนิสต์?