โปรดระวังช่องว่าง

โปรดระวังช่องว่าง

หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เป็นไปด้วยเหตุผลบางอย่างแล้วนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คงเกินคำว่าบังเอิญ เพราะไม่ว่าจะเป็นบทความจากนิตยสาร The Economist ที่ได้อ่านหรือจะเป็นงานสัมมนาที่ได้เข้าร่วมทั้งจากนักเศรษฐศาสตร์ของ OECD ของ TDRI รวมถึงปาฐกถาของผู้ใหญ่ที่เคารพในงานของ ThaiPublica ต่างพูดเรื่องเดียวกันในบริบทที่แตกต่าง นั่นคือปัญหาของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ส่วนใหญ่มีรายได้ระดับปานกลาง (รวมทั้งไทย) กำลังตกอยู่ในกับดัก “Middle-Income Trap”

ในภาพใหญ่ระดับโลกนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนับจากต้นศตวรรษใหม่เป็นต้นมา ได้แก่การที่เศรษฐกิจของโลกที่ขยายตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่องนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงของเหล่าประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ อันเป็นผลจากต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะด้านแรงงานที่ถูก และทำให้ส่งออกขยายตัวสูง แต่นับจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551 เป็นต้นมา ประเทศเหล่านี้ขยายตัวชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้โอกาสที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศเจริญแล้วยาวนานออกไป (จากประมาณ 25-50 ปีไปเป็น 125 ปี หรือมากกว่า)

คำถามสำคัญคือ เหตุใดเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยที่เคยขยายตัวได้ดีกลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด และทิศทางนี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การจะตอบคำถามนี้ได้นั้น ความเข้าใจถึงปัจจัยหนุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจในแต่ละช่วง

ในความเข้าใจของผู้เขียน ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวได้ดีนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 จนกระทั่งก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มีอยู่ 3 ปัจจัย คือ หนึ่ง การยุติของสงครามเย็นและการล่มสลายของระบบสังคมนิยม โดยมีหลักไมล์สำคัญได้แก่ การล่มสลายของประเทศสหภาพโซเวียต และการทลายกำแพงเบอร์ลิน

สอง กระแสโลกาภิวัตน์แบบสุดโต่ง (หรือที่เรียกว่า Hyper-globalization) ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ได้แก่ การค้าของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังการจัดตั้งองค์กรการค้าโลก (WTO) และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการผลิตและการติดต่อสื่อสาร ผ่านคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต

และสาม การเปิดประเทศของจีน ที่ทำให้แรงงานราคาถูกเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโลกเป็นจำนวนมหาศาล และทำให้ความต้องการวัตถุดิบโดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว และส่งผลลูกโซ่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งหนัก (เพื่ออุตสาหกรรม) เบา (อาหารและธัญพืช) โลหะมีค่า และเชื้อเพลิง ร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา ได้มีปัจจัย 5 ประการสำคัญที่ฉุดรั้งมิให้เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาทะยานสู่ฝั่งฝัน ปัจจัยที่หนึ่ง ได้แก่การชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญของเศรษฐกิจจีน อันเป็นผลจากการที่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจจีนแบบเก่า (แรงงานราคาถูกอพยพจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม) ได้เริ่มหมดลง ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจีนยังไม่แข็งแกร่ง ทำให้เมื่อเศรษฐกิจสะดุดหลังเผชิญกับวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่เน้นส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ชะลอตาม

ปัจจัยที่สอง ได้แก่ การพลิกฟื้นของภาคการผลิตของประเทศพัฒนาแล้วต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐ อันเป็นผลจากเทคนิคการขุดเจาะเชื้อเพลิงแนวใหม่ (ที่ทำให้เกิด Shale-Gas และ Shale-Oil) ซึ่งทำให้ต้นทุนขนส่งและการผลิตลดลงมาก และลดการนำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาลง

ปัจจัยที่สาม ได้แก่ การที่ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ หันไปกระตุ้นการบริโภคและลงทุนในประเทศผ่านการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลเป็นหลัก อันทำให้ในหลายประเทศกำลังพัฒนาต่างประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศเหล่านี้อ่อนไหวต่อวิกฤ

ปัจจัยที่สี่ ได้แก่ ระบบการออกแบบสถาบัน (Institutional Design) ต่าง ๆ ของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีจุดบกพร่อง โดยอาจเลียนแบบรูปแบบองค์กรของซีกโลกตะวันตก แต่ขาดองค์ประกอบสำคัญอันได้แก่ การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน การกระจายอำนาจ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ กลไกคานอำนาจ และความเป็นธรรม ทำให้ในหลายประเทศยังเผชิญกับปัญหาสำคัญเช่น ปัญหาคอร์รัปชัน การละเมิดสิทธิทางปัญญา การใช้อำนาจในทางมิชอบ เป็นต้น

ปัจจัยสุดท้าย ได้แก่ การที่ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของการพัฒนาประเทศ จากการเน้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และ/หรือสินค้าอุตสาหกรรมขั้นต้น ไปสู่สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง (ที่ต้องอาศัยการวิจัยพัฒนาเข้มข้น) รวมถึงเน้นภาคบริการ โดยเฉพาะภาคบริการที่สนับสนุนภาคการผลิต เช่น บริการทางการเงิน ขนส่ง สื่อสาร เป็นต้น นอกจากนั้น การที่ภาครัฐยังขาดการปฏิรูปการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ (New Public Management: NPM) ที่เน้นการบริหารต้นทุนและเอื้อต่อธุรกิจและการแข่งขัน ก็ทำให้ภาครัฐล้าหลัง และฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ให้ตกอยู่ในกับดักเช่นกัน

เมื่อทราบถึงปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจกำลังพัฒนาตกสู่กับดักแล้ว หนทางหลุดพ้นก็ใช่ว่าจะยากไร้เสียทีเดียว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าโลกจะมีคำตอบต่อคำถามสำคัญ 5 ประการได้หรือไม่ นั่นคือ หนึ่ง ทางการจีนจะสามารถชะลอเศรษฐกิจจีนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และรอดพ้นจากภาวะฟองสบู่แตกหรือไม่ สอง การพลิกฟื้นของสหรัฐ จะส่งอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศกำลังพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด สาม นโยบายการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนไป (สหรัฐจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย แต่ประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ยังอัดฉีดเม็ดเงินอย่างต่อเนื่อง) จะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนโลกมากน้อยเพียงใด

สี่ ทางการของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ จะหาทางทำให้ภาคเอกชนลดทอนการพึ่งพิงการปล่อยสินเชื่ออย่างสุรุ่ยสุร่าย และหันไปบริโภคและลงทุนอย่างสมดุลจนเกิดการเติบโตอย่างชีวภาพ (Organic Growth) ได้หรือไม่ และ ห้า การปฏิรูปภาครัฐ เอกชน และระบบสถาบันต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการในหลายประเทศนั้น จะสามารถทำให้ประเทศเหล่านั้นมีธรรมาภิบาลและโปร่งใสมากขึ้น แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยได้มากน้อยเพียงใด

การหาคำตอบต่อคำถามโลกแตกทั้งห้านั้น ไม่ง่าย และบางอย่างก็เหนือความควบคุมของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากทำสำเร็จโดยเฉพาะในสองข้อหลัง โอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวข้ามผ่านกับดักแห่งความล้าหลังนั้น ก็คงเป็นไปได้ ไม่ยากเลย