พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (4)

พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (4)

มีการเพิ่มค่าผูกปี้จากอัตรา 2 บาทต่อ 3 ปีเป็น 4.25 บาทต่อ 3 ปีสำหรับผู้ที่ผูกปี้ที่ข้อมือ

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผูกปี้ที่ข้อมือก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 6.50 บาทต่อ 3 ปี มีการปรับอัตราภาษีค่านา จากที่รัฐเคยเก็บในอัตราไร่ละสลึงเฟื้องเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นนาประเภทไหน แต่หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง รัฐต้องการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวเพื่อการส่งออกจึงได้ใช้นโยบายยกเว้นภาษีค่านาในปีแรก และลดอัตราภาษีค่านาทั้งสองประเภทเหลือไร่ละสลึง การลดภาษีดังกล่าวกลับทำให้มีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกข้าว ทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้นแม้นอัตราภาษีจะลดลงก็ตาม นอกจากนี้มีการนำเข้าฝิ่นโดยไม่ต้องเสียภาษีแต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษีเท่านั้น เมื่อมีการค้าฝิ่น รัฐจึงเก็บภาษีฝิ่นและเก็บภาษีจากผู้สูบฝิ่นด้วย การค้าฝิ่นแม้จะมีกฎหมายจำกัดให้อยู่เฉพาะในหมู่คนจีนและคนไทยก็เสพฝิ่นด้วย ภาษีฝิ่นคิดเป็นร้อยละ 16% ของรายได้ของรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูง แต่การสูบฝิ่นและภาษีฝิ่นที่เพิ่มสูงขึ้นสะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากในภายหลัง

นโยบายรัฐพาณิชย์

รายได้ที่เกิดจากกิจการของรัฐบาล กิจการค้าของรัฐ รายได้ประเภทเกิดขึ้นมาในสมัย ร. 5 เมื่อมีการปฏิรูปประเทศ และจัดให้มีการบริการพื้นฐานโดยรัฐประเภทสาธารณูปโภคสาธารณูปการทั้งหลาย เช่น กิจการประปา กิจการไปรษณีย์โทรเลข กิจการรถไฟ กิจการเรือเมล์เรือจ้าง เป็นต้น การลงทุนเหล่านี้มีเป้าหมายหลัก คือ การให้บริการประชาชน อย่างไรก็ตาม กิจการเหล่านี้ก็สามารถสามารถรายได้ให้กับรัฐบาลจำนวนมากโดยเฉพาะกิจการรถไฟ นอกจากนี้ รัฐยังออกเงินกู้หลวงซึ่งทำกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ห้า มีการนำพระราชทรัพย์หลวงออกให้กู้มากขึ้น เงินกู้หลวงนั้นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงเป็นที่นิยม อัตราสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านคลองถือเป็นรายได้สำคัญอีกประการหนึ่งของรัฐพาณิชย์

นโยบายจัดการทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ

รายได้ที่เกิดจากการบริหารทรัพย์สินของรัฐ การให้เช่าทรัพย์สินของหลวงและการขายทรัพย์สินของแผ่นดิน ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบการกิจการต่างๆ ในไทย มีปัญหาเรื่องที่พักอาศัย รัฐบาลจึงเห็นช่องทางที่จะทำรายได้เข้าสู่รัฐ จึงได้มีการสร้างอาคารสองชั้นตามถนนสายสำคัญ เช่น ถนนบำรุงเมือง ถนนเจริญกรุง ถนนเฟื่องนคร เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังสร้างตลาดหลวงที่สำเพ็งและโรงฆ่าสัตว์

นโยบายการขยายการค้าต่างประเทศ

เนื่องจากมีการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่แน่นอน 3 % แทนการวัดความกว้างของปากเรือ ก็จะเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรก็คือการทำให้การค้าต่างประเทศขยายตัวและเติบโตมากขึ้น ผลของการเติบโตของการค้าต่างประเทศทำให้การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีหลังการทำสนธิสัญญาทางการค้ากับชาติตะวันตก การส่งเสริมการส่งออกและการนำเข้าทำให้รายได้ภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 10% กว่าๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2435-2453 ในปี พ.ศ. 2435 สัดส่วนของรายได้ภาษีศุลกากรเทียบกับรายได้ทั้งหมดคิดเป็น 11% โดยที่ในปี พ.ศ. 2453 ปลายสมัยรัชกาลที่ห้า สัดส่วนของรายได้ภาษีศุลกากรเทียบกับรายได้ทั้งหมดคิดเป็น 10.1% สัดส่วนของภาษีศุลกากรต่อรายได้โดยรวมอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักแต่ภาษีศุลกากรได้เพิ่มจากระดับ 1.743 ล้านบาท มาอยู่ที่ 6.373 ล้านบาท

รายจ่ายและฐานะทางการคลัง

หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงต่อเนื่องมาจนถึงราวปี พ.ศ. 2435 ระบบรายจ่ายของรัฐสยามเวลานั้นสามารถแยกออกเป็นได้ 5 ประเภทดังนี้

1.รายจ่ายเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รายจ่ายในหมวดนี้จะครอบคลุมรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายเพื่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุข จะเป็นรายจ่ายของมหาดไทย ของตำรวจและกรมสุขาภิบาล รายจ่ายกรมเจ้าท่า รายจ่ายในหน่วยงานบังคับการมณฑล เป็นต้น

2.รายจ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขุดคลอง การขยายกิจการประปา การสร้างทางรถไฟ การจัดการด้านระบบการศึกษา เป็นต้น

3.รายจ่ายเพื่อการป้องกันประเทศ เป็นการใช้จ่ายทางการทหารและการเสริมสร้างกองทัพให้เข้มแข็ง ตั้งแต่โบราณรายจ่ายนี้จะเป็นรายจ่ายสำคัญที่สุดของราชอาณาจักรเนื่องจากมีกิจการสงครามค่อนข้างมาก

4.รายจ่ายในราชสำนักและส่วนพระองค์ มีการจัดสรรรายจ่ายส่วนนี้แยกส่วนออกมาอย่างชัดเจนจากรายจ่ายของประเทศหลังการปฏิรูประบบการคลังของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2435 มีการจัดตั้งหน่วยงานดูแลรายจ่ายส่วนราชสำนักและรายจ่ายของพระคลังข้างที่ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ห้า จากข้อมูลพบว่า รายจ่ายส่วนนี้อยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโดยรวมของรัฐ อยู่ที่ประมาณ 15-35%

5.รายจ่ายเบี้ยหวัดราชการและพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งทางด้านศาสนา ในส่วนของรายจ่ายเบี้ยหวัดราชการนั้นเป็นรายจ่ายที่กษัตริย์พระราชทานแก่เหล่าข้าราชการบริพาร ต่อมารายจ่ายหมวดนี้รวมอยู่ในรายจ่ายในราชสำนัก นอกจากยังมีรายจ่ายที่เกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ การสร้างวัดและการถวายเงินนิตยภัตรแก่พระสงฆ์ พิธีโสกันต์

ก่อนที่จะมีการปฏิรูประบบการคลัง การบริหารรายได้และรายจ่ายของแผ่นดินกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ จำนวนมาก และกระจัดกระจายตามหัวเมืองและประเทศราชต่างๆ ซึ่งบริหารงานบางเรื่องอย่างเป็นอิสระ ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะยังไม่มีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ผลทางด้านสังคมและการเมือง

ด้วยการที่เศรษฐกิจไทยพัฒนาสู่สภาวะ ระบบทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา มากขึ้นหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง ข้าวเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง ชาวนาเป็นผู้ผลิตข้าวเป็นหลักโดยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าข้าว การค้าข้าวทั้งภายในภายนอกประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นสูงร่วมกับชาวสยามเชื้อสายจีน และพ่อค้าข้าวเหล่านี้ได้ผันตัวเองเป็นนายทุนเจ้าที่ดินและนายทุนพ่อค้า การเปลี่ยนแปลงการผลิตเพื่อการค้าเสรีได้ส่งเสริมให้เกิด ชนชั้นกลาง ขึ้น ชนชั้นกลางผู้เป็นพ่อค้าและทำหน้าที่ให้บริการทางเศรษฐกิจ เมื่อรวมเข้ากับ ชนชั้นกลางผู้เป็นข้าราชการรุ่นใหม่และปัญญาชนอันเป็นผลผลิตของการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ห้า ทำให้ชนชั้นกลางเติบโตใหญ่ขึ้นและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของสยามมากขึ้นตามลำดับในระยะต่อมา ลักษณะของกลุ่มทุนไทยในยุคนี้แบ่งออกเป็น สามกลุ่ม กลุ่มนายทุนศักดินา กลุ่มนายทุนสยามเชื้อสายจีน กลุ่มนายทุนตะวันตก กลุ่มที่มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง คือ กลุ่มนายทุนศักดินา โดยกลุ่มนี้กุมอำนาจในระบบที่ดิน การเมืองการปกครองและเงินทุน แต่พวกเขาเหล่านี้มีความคิดจารีตอนุรักษ์นิยมและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่องานทางด้านการค้าการขายเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ฉะนั้นจึงไม่สะสมทุนเพื่อการค้าหรือการอุตสาหกรรม และใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อแสดงถึงฐานะและหน้าตา และมักให้เงินทุนกับกลุ่มทุนจีนในการขยายการค้าและอุตสาหกรรม นายทุนจีนจึงมีบทบาทควบคุมเศรษฐกิจไทยมากขึ้นตามลำดับ

สังคมสยามยังขาดแคลนกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ ในขณะที่ชาวนาพอใจกับอาชีพเกษตรกรมากกว่าการมาเป็นกรรมการในโรงงาน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและระบบเครือญาติ ระบบประเพณีของหมู่บ้านดึงดูดให้ชาวนายังคงอยู่ในชนบทต่อไป รัฐได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากมายจากชาวนาในชนบทแต่กลับให้ความช่วยเหลือชาวนาน้อยมาก อำนาจรัฐหรืออำนาจทุนศักดินามีอำนาจในการเก็บภาษี เก็บค่าเช่าที่ดิน กำหนดราคาผลผลิต เหนือชาวนาคนส่วนใหญ่ของประเทศ ค่าครองชีพสูงขึ้น กรุงเทพเริ่มรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นตามลำดับ ปัญหาสังคมใหม่เริ่มมีมากขึ้นพร้อมกับการให้คุณค่าของเงินตราเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา