เปิดเกมชิง 2 เก้าอี้ "รถไฟ-อสมท"

เปิดเกมชิง 2 เก้าอี้ "รถไฟ-อสมท"

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติแต่งตั้งทั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีรายกระทรวงกันไปหมาดๆ แล้ว คงจะรู้กันแล้วว่าแต่ละกระทรวงมี"ทหาร- พลเรือน"มากน้อยแค่ไหน เรียกว่า"คละเคล้า"กันไป ก็ดูปรองดองกันดี ไม่แยกสี แยกพรรค เอาเป็นว่าใครมีความรู้ความสามารถก็ดึงกันเข้ามาช่วยงานก็แล้วกัน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง นาทีนี้อย่าไปคิดอะไรมาก เรื่องสี เรื่องพวกพ้อง เอาเป็นว่าใครมีความสามารถก็น่าจะเข้ามาช่วยกันมากกว่า

เห็นแต่ละกระทรวงไปหยิบเอาผู้คนมาช่วยงานกันก็ดูคึกคักไม่น้อยทีเดียว แม้บางกระทรวงอาจจะเป็น"ผู้สูงอายุไปหน่อย"โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยาไปหยิบยืมเอาธวัชชัย สำโรงวัฒนาอดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัยอดีตเลขาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมด้วยนายบุญมี จันทรวงศ์อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อดีตข้าราชการล้วนๆ แต่ก็พอการันตีได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีความรู้ความสามารถเกินกำลัง

เอาละ..จะมีอายุมากน้อยเพียงใด คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โต สำคัญอยู่ที่ว่าจะต้องออกแรงช่วยกันขับเคลื่อนภารกิจให้ลุล่วงก็แล้วกัน เพราะเจ้ากระทรวงพญานาคเองก็อายุอานามไม่น้อยแล้ว เรียกว่าช่วยๆ กัน

แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยเวลานี้คือ การสรรหาผู้บริหารในส่วนของรัฐวิสาหกิจเสียมากกว่าไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) แม้กระทั่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ยังขาดหัวเรือใหญ่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรเวลานี้

สำหรับการรถไฟแห่งประเทศ องค์กรแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นหน่วยงานที่ไม่มีใครอยากจะเข้าไปสัมผัสสักเท่าไหร่ แต่จากการเปิดรับสมัครสรรหาผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ ปรากฏมีผู้ให้ความสนใจเข้าไปยื่นสมัครถึง 4 คน เริ่มจากกฤต ธนิศราพงศ์,พล.อ.ภัสสร อิศรางกูร ณ อยุธยา,วุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ พิทักษ์พงษ์ ทัพอินทรพรหม

รายชื่อเหล่านี้มีความหมายยิ่งนัก กับการเข้ามาช่วงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ หากพลิกแฟ้มดูประวัติการทำงานแล้ว นาทีนี้น้ำหนักน่าจะไปอยู่ที่วุฒิชาติ กัลยาณมิตรเพราะชื่อนี้ดูเหมือนคนจำนวนไม่น้อยที่จะต้องคุ้นหูอยู่โดยเฉพาะนามสกุล"กัลยาณมิตร"สมัยก่อนการรัฐประหาร 2549 นามสกุลนี้ก็อยู่ 1 ในคณะรัฐประหารมาแล้ว

ส่วนวุฒิชาติ กัลยาณมิตรชีวิตการทำงานดูเหมือนจะคลุกคลีอยู่กับบริษัท ขนส่ง จำกัดเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2548 ในตำแหน่งกรรมการ กระทั่งไต่เต้าขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2550 สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นับรวมแล้วเป็นเวลากว่า 7 ปี กับเก้าอี้ผู้จัดการใหญ่แห่งนี้ ฉะนั้นไม่แปลกหากคิดที่จะสมัครเข้าเป็นผู้ว่าการการรถไฟคนใหม่ องค์กรแห่งนี้หากบริหารจัดการดีๆ เชื่อว่าไม่แพ้รัฐวิสาหกิจอื่นๆ เพราะเป็นองค์กรที่มีที่ดินอยู่ไม่น้อยกว่า 2 แสนไร่ทั่วประเทศ แหละนี่คือหัวใจสำคัญที่จะพัฒนานำพาองค์กรให้ฟื้นจากสภาพที่เป็นอยู่ได้

เพียงแต่การรถไฟทุกวันนี้ยังขาดหัวเรือคิดบริหารในเชิงธุรกิจที่จะนำพาองค์กรรอดพ้นจากองค์กรขาดทุนกว่าแสนล้านบาทได้ ส่วนจะใช่เขาที่ชื่อวุฒิชาติ กัลยาณมิตรหรือบุคคลใดคำตอบสุดท้ายก็ต้องอยู่ที่พล.ท.ชาญชัย ภู่ทองแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานสรรหานั่นเอง

ส่วนองค์กรอย่างบริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) วันนี้เริ่มจะคึกคักไม่น้อย เพราะมีผู้สนใจยื่นใบสมัครไปแล้วถึง 4 คนเช่นกัน เริ่มที่พ.อ.นาฬิกอติภัค แสงสนิท,พลโท พีรสันต์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์รอง ผอ.ททบ.5,กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท และยุทธศักดิ์ สุภสรผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

สำหรับยุทธศักดิ์ได้ถูกมรสุมทางการเมืองบีบให้ออกจากตำแหน่งไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการทำงานครั้งนั้นของยุทธศักดิ์อาจจะไม่สนองทางการเมืองมากนักโดยเฉพาะเรื่องที่"ไม่ปกติ"ที่คนทั่วๆ ไปเขาทำกัน

ส่วนการบินไทย น่าสงสารยิ่งนัก ดูเหมือนจะขาดความสนใจจากผู้คนเสียอย่างนั้น หากใครคิดเข้าไปนั่งเป็นหัวเรือใหญ่ที่นี่ยังต้องเผชิญกับภาวะการขาดทุนอีกมากมาย