ย้ายขรก.ที่ไร้การเมืองแทรก ก็มีเรื่องแปลกๆ เหมือนกัน

ย้ายขรก.ที่ไร้การเมืองแทรก ก็มีเรื่องแปลกๆ เหมือนกัน

จริงๆ กราฟฟิกตัวเลขที่โชว์อยู่ข้างบนนี้ ควรจะได้ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อวานที่ผมเขียนเกี่ยวกับนายพล

จำนวนมหาศาลของกองทัพ เฉพาะที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีแต่งตั้งวาระประจำปี 2557 ก็มากถึง 1,092 นาย

ในจำนวนนี้เป็นนายพลใหม่ คือ ขยับขึ้นมาจากระดับพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอก จำนวน 460 นาย (42%) ที่เหลือ 632 นาย (58%) เป็นการย้ายสลับตำแหน่งของผู้ที่เป็นนายพลอยู่แล้ว

ที่สำคัญคือมีนายทหารในตำแหน่งที่เรียกว่า"ผู้ทรงคุณวุฒิ-ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ-ผู้ชำนาญการ"อีกเป็นจำนวนมาก

นักวิชาการที่ศึกษาด้านการทหาร บอกว่า ตัวเลข 1,092 นายถือว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีการแต่งตั้งโยกย้ายกันมา แต่นายพลจำนวนมากดังที่ว่า ผู้รู้บอกว่าเกิดจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดในอดีต ว่าสถานการณ์การสู้รบด้วยกองกำลังขนาดใหญ่จะยังมีอยู่ต่อไป ทำให้มีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนนายร้อยของกองทัพต่างๆ ในสมัยเมื่อราวๆ 30 ปีก่อนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

เรียกว่ารุ่นหนึ่งๆ มากกว่า 300 คน!

ต่อมาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประกอบกับภัยคุกคามช่วงหลังสงครามเย็นเปลี่ยนรูปแบบไป จึงมีการปรับนโยบายใหม่ ลดการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อย เหลือเพียงปีละ 100-150 คนเท่านั้น

แต่พวกที่รับมาแล้ว เป็นนายทหารเติบโตมาตามลำดับแล้วจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องเปิดอัตราให้คนเหล่านั้นเลื่อนไหล ขยับขยายกันไปตามลำดับ

อาทิ เพิ่มอัตรารองเสนาธิการทหารบก จาก 3 อัตราเป็น 5 อัตรา เมื่อกองทัพบกขยายก่อน กองทัพอื่นก็ขยับตาม มีการยุบตำแหน่งผู้ช่วยเสธ. เพื่อปรับให้เจ้ากรมบางกรมเป็นอัตราพลโท เช่น เจ้ากรมข่าว เจ้ากรมยุทธการ ซึ่งเมื่อเจ้ากรมเป็นพลโทแล้ว ตำแหน่งรองๆ ลงไปก็จะขยับขึ้นมา จากเดิมเคยเป็นพันเอกพิเศษ ก็เป็นพลตรี ด้วยเหตุนี้ทำให้นายพลมีเยอะขึ้น

กลายเป็นกองทัพที่โดนแซวว่า"พุงโต ขาลีบ"

อย่างไรก็ตาม ผู้รู้ปลอบว่าเมื่อผ่านยุคนี้ไป ทุกอย่างก็จะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและดีขึ้นไปเอง โดยเฉพาะการจัดสายงานให้มีเส้นทางการเจริญเติบโตของตัวเอง ซึ่งสุดท้ายจะลดแนวคิด"บูรพาพยัคฆ์-วงศ์เทวัญ"ลงได้ แต่นั่นยังเป็นอนาคตอีกไกล ไม่ใช่เร็วๆ นี้!

ส่วนปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังกลายเป็นประเด็น ก็คือ การใช้อำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งในกระทรวงกลาโหมเขามีกฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551) ปิดช่องการถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง สอดคล้องกับนโยบายด้านที่ 10 ของรัฐบาลที่เขียนไว้ชัดเจนว่า...ให้วางมาตรการป้องกันการแทรกแซงจากนักการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ

แต่จริงๆ แล้วการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่ได้ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงก็ใช่ว่าจะถูกต้องเป็นธรรม หรือขาวสะอาดจนไร้ที่ติเสมอไป เพราะการเมืองในหมู่ข้าราชการ หรือแม้แต่ในหมู่ทหารเองก็มีไม่น้อย ทำให้เกิดการแต่งตั้งโยกย้ายแปลกๆ อยู่บ่อยๆ

เช่น เคยคิดไหม ทำไมพล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ที่เคยเป็น ผบ.พล.หลายกองพล และเป็นแม่ทัพน้อยที่ 3 จึงไม่ได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 3 แต่ถูกย้ายออกมาเป็นรองเสธ.ทบ.และปัจจุบันได้เป็นรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ

แล้วทำไมพล.ต.ปราการ ชลยุทธรองแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 3 จึงไม่ได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ตัวเองรับราชการอยู่ แต่กลับต้องย้ายลงใต้ไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 (จากเหนือสุดไปใต้สุด) และกำลังจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 ในวันที่ 1 ต.ค.นี้

ขณะที่นายพลบางคนกลับมีเส้นทางสว่างโล่ง ขยับจากแม่ทัพน้อย ขึ้นเป็นแม่ทัพแบบปีต่อปี และวันที่ 1 ต.ค.นี้ก็จะเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.

"ครูหยุย" วัลลภ ตังคณานุรักษ์สมาชิก สนช. อภิปรายเอาไว้ในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล บอกว่าการจะปราบทุจริตนั้น รัฐบาลต้องเปลื้องผ้าตัวเองก่อน ถึงไปเปลื้องผ้าคนอื่นได้ เพราะสนิมมักเกิดจากเนื้อใน...

การโยกย้ายข้าราชการก็เช่นกัน!