ปตท.รีบร้อนทำไม?

ปตท.รีบร้อนทำไม?

เห็นข่าวเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ตามสื่อวันก่อน หากมองผิวเผินไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรสักเท่าไหร่

ก็แค่เรื่องที่ความเห็นยังไม่ตรงกัน เกี่ยวกับค่าเช่าที่ดินระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นั่นเอง เรื่องนี้เห็นว่า"คาราคาซัง"มาพอสมควร อีกฝ่ายต้องการค่าเช่าสูงๆ อีกฝ่ายบอกไม่ได้แพงไป

เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าสัญญาเช่าที่ดินของรถไฟฯ กับปตท. ที่ทำสัญญาเช่ากันมามันครบสัญญา 30 ปี ไปตั้งแต่ 31 มี.ค.2556 ในฐานะเจ้าของที่ดินอย่างการรถไฟฯ แน่นอนก็ต้องอยากได้เงินค่าเช่าที่แพงๆ เลยมีหนังสือแจ้งปตท.ที่จะขอเพิ่มค่าเช่ากว่า 1,700ล้านบาท สำหรับการต่ออายุสัญญาเช่าต่ออีก 30 ปี ภายใต้เงื่อนไขจ่ายครั้งเดียวเลย

แน่นอนข้อเสนออย่างนี้ปตท.ย่อมที่จะรับไม่ได้ เรียกว่ามัน"โหด"เกินไป

ว่ากันว่าตามสัญญาเมื่อ 30 ปีก่อน มีการระบุไว้ในสัญญาระหว่างการรถไฟฯ กับปตท.ทำนอง"สัญญาใช้พื้นที่ 30 ปี หากครบสัญญาสามารถต่อได้"ไม่ใช่สัญญาเช่าพื้นที่

เมื่ออีกฝ่ายต้องการค่าเช่าในราคาแพงๆ อีกฝ่ายไม่ต้องการจ่าย จึงนำมาซึ่งข้อขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นระลอกๆ

ฝั่งปตท. มองว่ามันเป็นสัญญาเดิมให้ใช้ที่ดิน ไม่ใช่สัญญาเช่า มีสิทธิใช้ต่ออีก 30 ปี ส่วนการรถไฟฯ มองว่าปตท.เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้สูง เงินค่าเช่าที่ดินที่ขอไปกว่า 1,700 ล้านบาท น่าจะจ่ายให้ได้ ขณะที่ปตท.เห็นว่าตัวเลขค่าเช่าที่ดินต่ออีก 30 ปี น่าจะอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาทแค่นั้น

เมื่อความเห็นที่ต่างกันสุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกปตท.ส่งไปให้อัยการสูงสุดช่วยพิจารณาข้อโต้แย้งระหว่างสองหน่วยงาน โดยให้พิจารณาดูข้อสัญญาที่ทำกันมาระหว่างปตท.กับการรถไฟฯ ว่าจะลงเอยอย่างไร

ฉะนั้นเวลานี้ปตท.ก็ต้องรอการพิจารณาจากอัยการสูงสุด ว่าจะออกหัวหรือก้อยกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตรงกับการให้สัมภาษณ์ของไพรินทร์ ชูโชติถาวรประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

แต่ใครจะเชื่อการประชุมบอร์ดปตท.ครั้งที่ผ่านมา ฝ่ายจัดซื้อที่ดินของปตท.กลับมีการเสนอให้บอร์ดอนุมัติ แผนการจัดซื้อที่ดิน สำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ปตท.แทนการเช่าที่ดิน ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในปัจจุบันเสียอย่างนั้น

ทำเอาผู้คนมึนไปตามๆ กันจะรีบร้อนไปทำไม?..ทำไมไม่รอผลการพิจารณาจากอัยการเสียก่อน แล้วจริงๆ บอร์ดรู้เรื่องนี้แค่ไหน หากผลการพิจารณาอัยการสูงสุดออกมาว่า ปตท.สามารถเช่าที่ดินการรถไฟฯต่อได้จะทำอย่างไร?

หนักไปกว่านี้แว่วๆ มาว่าปตท.ได้ไปซุ่มดูพื้นที่ขนาด 70 ไร่ แถวๆ ถนนโลคัลโรด วิภาวดีรังสิต ใกล้นอร์ธปาร์คซึ่งเป็นที่ดินติดหนี้ธนาคารอยู่ไม่รู้ว่าใช่พื้นที่เดียวกับที่บอร์ดปตท.อนุมัติไปหรือไม่แต่ที่แน่ๆ ปตท.กำลังจัดเตรียมสร้างอาคารสำนักงานใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของปตท. เพราะเห็นว่าอาคารสำนักงานใหญ่เริ่มมีความแออัด แถมยังเป็นที่เช่า ไม่ใช่สินทรัพย์ของปตท.

ฟังดูเป็นเรื่องน่าสนับสนุน หากมีความประสงค์อย่างนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่ปลูกสร้างไว้ในที่ดินเดิมจะทำอย่างไร

เอาละ..จะซื้อที่ดินใหม่หรืออยู่ที่เดิมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับองค์กรที่มีเงินมหาศาลอย่างปตท. คงไม่มีใครทำอะไรได้แต่การที่รีบร้อนทำอะไร โดยไม่รอการพิจารณาจากอัยการ อาจจะถูกนินทาได้ ยิ่งการจัดซื้อที่ดินจำนวนมากๆ ถึง 70 ไร่ อย่างนี้ ข้อกังขาย่อมตามมาระวังอย่าได้ซ้ำรอยที่ดินปาล์มอินโดนีเซียก็แล้วกัน

ว่ากันว่าจริงๆ แล้ว การรถไฟฯ ไม่ได้เจตนาที่อยากจะคิดค่าเช่ากว่า 1,700 ล้านบาทอย่างที่เสนอไป แต่ด้วยเกิดอาการหมั่นไส้ใครบางคนในปตท. เลยจำเป็นต้องเสนอค่าเช่าแบบสุดโต่งเสียอย่างนั้น