ทีวีดิจิทัล : ปัญหาและเจตนารมณ์

ทีวีดิจิทัล : ปัญหาและเจตนารมณ์

“ทีวีดิจิทัล” เป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้

สืบเนื่องจากกรณีช่อง 3 ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถนำเอารายการในช่องแบบอนาล็อกเดิมมาออกอากาศบนโครงข่ายเคเบิลหรือดาวเทียมได้อีกต่อไป เว้นแต่เป็นการออกอากาศแบบคู่ขนานในระบบดิจิทัล (หมายถึงการนำเนื้อหาในช่องอนาล็อกมาฉายบนช่องดิจิทัล) ซึ่งสถานีโทรทัศน์เจ้าของช่องจะต้องมีใบอนุญาตจาก กสทช. ซึ่งช่อง 3 อนาล็อกในขณะนี้ยังไม่มี นั่นหมายความว่าผู้ชมที่เคยชมช่อง 3 ผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมต่างๆ จะไม่สามารถรับชมช่อง 3 ในระบบอนาล็อกได้อีกต่อไป ช่อง 3 บนหน้าจอทีวีของผู้ชมที่รับชมผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมจะกลายเป็นจอดำ ผู้ที่จะรับชมได้ก็จะมีเพียงผู้ชมส่วนน้อยที่ใช้เสาอากาศแบบก้างปลาหรือหนวดกุ้งในการรับสัญญาณโทรทัศน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ชมจำนวนมากที่ปัจจุบันไม่ได้รับชมทีวีในรูปแบบดังกล่าว

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นขาประจำช่อง 3 อาจจะไม่สนใจหรือบางส่วนอาจจะคิดว่าก็ในเมื่อช่อง 3 ก็มีระบบทีวีดิจิทัลซึ่งประมูลได้เมื่อปลายปี 2556 แล้ว ฉะนั้นหากติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบอะไรและดูช่อง 3 ได้เหมือนเดิม แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะช่อง 3 ในระบบอนาล็อกเดิมที่ผู้ชมรับชมกันอยู่ทุกวันนี้พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนละช่องกับช่อง 3 ในระบบดิจิทัลซึ่งผู้บริหารของช่อง 3 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับเนื้อหาและการลงทุนในส่วนต่างๆ อยู่ หากช่อง 3 ในระบบอนาล็อกเดิมที่เรารับชมกันอยู่ในปัจจุบันไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาออกอากาศคู่ขนานในระบบทีวีดิจิทัล ผู้ชมก็จะไม่มีช่อง 3 แบบที่เรารับชมในปัจจุบันนี้ให้รับชมอีกต่อไป

ช่องฟรีทีวีอื่นๆ ที่ไม่มีปัญหาก็เนื่องจากได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและได้รับอนุญาตให้ออกอากาศรายการในระบบอนาล็อกบนช่องดิจิทัลด้วย ส่วนช่อง 3 ไม่ได้ใช้นิติบุคคลเดียวกันมาประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจึงเกิดปัญหา เนื่องจากตามกฎของ กสทช. เรื่อง Must Carry ผู้ให้บริการโครงข่ายทุกประเภททั้งแบบบอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี) และแบบผ่านดาวเทียม ต้องให้ประชาชนสามารถชมรายการของสถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีในระบบดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เท่านั้น เมื่อช่อง 3 อนาล็อกไม่ได้รับใบอนุญาตให้ออกอากาศแบบคู่ขนานในระบบดิจิทัล (เนื่องจากยังไม่ได้ขอ) ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องปลดช่อง 3 อนาล็อกออกจากการให้บริการ โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2557 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ก็ได้มีมติห้ามเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมนำสัญญาณช่อง 3 อนาล็อกออกอากาศแล้ว โดยให้เวลาดำเนินการ 15 วัน หากฝ่าฝืนอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต

แล้วเพราะเหตุใดจึงเกิดปัญหานี้ขึ้น หลายคนมองว่าตั้งแต่ที่มี กสทช. เข้ามากำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมก็มีปัญหาเกิดขึ้น ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจนะคะว่าในการกำกับดูแล ฝ่ายที่ถูกกำกับก็อาจจะยังไม่ค่อยเต็มใจให้ถูกกำกับสักเท่าไหร่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกมานั้นจะทำให้เกิดภาระการในบริหารจัดการที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อมีความไม่ชัดเจนว่าหลักการและเหตุผลในการออกกฎเกณฑ์เหล่านั้นคืออะไร ประชาชนบางส่วนจึงอาจไม่เข้าใจและยังคงไม่เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

เหตุผลหลักประการหนึ่งของการมีหน่วยงานกลางอย่าง กสทช. เข้ามากำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ก็คือเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการให้สิทธิการให้บริการจากเดิมที่ให้สิทธิโดยระบบสัมปทาน เปลี่ยนมาเป็นการให้สิทธิโดยผ่านใบอนุญาต ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในการเป็นผู้ให้บริการเป็นไปอย่างเท่าเทียมกันและโปร่งใสมากขึ้น โดยผ่านวิธีการประมูล เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ การออกใบอนุญาตให้บริการในกิจการวิทยุโทรทัศน์จะเป็นการจัดระเบียบการให้บริการให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับนโยบายด้านต่างๆ ของภาครัฐมากขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยมีการจัดเก็บส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการอย่างเป็นระบบและมีการกำกับดูแลเนื้อหาในการแพร่ภาพออกอากาศให้มีความเหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทย

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนเป็นดิจิทัลผู้อ่านคงทราบแล้วว่าทีวีดิจิทัลมีความคมชัดกว่าระบบอนาล็อก แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเสริมก็คือ หากมองในภาพกว้าง ไม่ใช่เฉพาะในแง่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นและในแง่ความพึงพอใจในการรับชมซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเหตุผลในเรื่องความบันเทิงเท่านั้น การมีทีวีระบบดิจิทัลจะเป็นการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการโทรทัศน์ไม่ให้เกิดการผูกขาดและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชนผู้รับชม

ผู้อ่านคงจะนึกออกว่าในปัจจุบันมีการสร้างตึกสูงๆ มากขึ้น หรือกรณีในชนบทที่มีภูเขา การรับสัญญาณผ่านระบบอนาล็อกจะมีปัญหามากเพราะระบบนี้ต้องส่งจากเสาอากาศซึ่งหากมีสิ่งกีดขวางมาบดบังสัญญาณ คุณภาพของภาพและเสียงที่ออกมาก็จะไม่ดี จึงเป็นเหตุให้หลายๆ ครัวเรือนต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการติดตั้งเคเบิลหรือดาวเทียมเพื่อให้รับสัญญาณได้ดีขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการบางรายอาจคิดค่าบริการเป็นรายเดือนที่สูงทำให้ค่าใช้จ่ายในการรับชมโทรทัศน์กลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของแต่ละครัวเรือน การมีทีวีดิจิทัลซึ่งมีหลายช่องมากขึ้นเป็น 48 ช่อง คุณภาพของภาพและเสียงก็ดีขึ้นเนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณแม้อยู่ในพื้นที่ที่มีตึกสูงหรือสิ่งบดบังสัญญาณเนื่องจากส่งสัญญาณภาคพื้นดิน จะทำให้ความจำเป็นในการเสียค่าใช้จ่ายให้กับบริการเคเบิลทีวีหรือทีวีดาวเทียมลดลงหรือหมดไป (ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในรายการต่างๆ ตามช่องทีวีดิจิทัลด้วย) ทีวีดิจิทัลจึงเป็นประโยชน์แก่ประชาชนไม่ใช่เฉพาะในแง่ความบันเทิง แต่ยังมีประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจของประชาชนในระยะยาวอีกด้วย

ในคราวหน้าเราจะมาศึกษาประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับทีวีดิจิทัลเพิ่มเติม แล้วพบกันใหม่ค่ะ

*********************************************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่