ใต้สงบชั่วคราว?

ใต้สงบชั่วคราว?

ต้องขอขอบคุณรัฐบาลชุดใหม่ และ คสช. ที่รับฟังเสียงติติงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา

ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพราะในการประชุม คปต. (คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่ามีการหารือกันในที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เคยมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงผ่านสื่อ

เช่น ในคอลัมน์นี้เองเคยอภิปรายเกี่ยวกับ "สถิติเหตุรุนแรงและความสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบ" ซึ่งแม้แต่หน่วยงานของรัฐเองยังสรุปตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน มิพักต้องไปพูดถึงองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งบางองค์กรก็ได้ประโยชน์จากตัวเลขสถิติเหล่านี้ จึงรายงานตัวเลขให้สูงเอาไว้ก่อน ข้อมูลบางชุดสูงกว่าตัวเลขของหน่วยงานรัฐบางหน่วยร่วมเท่าตัว

ทราบว่าในที่ประชุม คปต. ได้มีการสั่งการให้ไปตรวจสอบและปรับตัวเลขของหน่วยงานรัฐให้ตรงกัน และมีที่มาที่ไปอ้างอิงได้

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่าเงียบสงบลงไปมาก ไม่ต้องดูตัวเลขสถิติเหตุรุนแรงก็สัมผัสได้ว่า จำนวนเหตุร้ายต้องลดลงอย่างมาก โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ อาจกำลังรอความชัดเจนเรื่องการพูดคุยสันติภาพรอบใหม่ ซึ่งใช้ชื่อใหม่ว่า "พูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้"

ประกอบกับห้วงที่ผ่านมา คสช.ได้ไฟเขียวให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นแม่งานเปิดเวทีรับฟังความเห็นเพื่อรวบรวมประเด็นไปพูดคุยในเวทีระดับชาติ ทำให้ในพื้นที่คลายความอึดอัดขัดข้องไปได้บ้าง และมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่รอว่าจะมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อไร

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความสงบชั่วคราวที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่าปัญหาพื้นฐานต่างๆ ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ถูกแก้ไขไปแล้ว ทว่าในทางกลับกัน ปัญหาหลายๆ ปัญหาที่เป็นปัญหาเดิมๆ ยังคงปะทุขึ้นมา และส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร

ปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่ง คือ คดีความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม ปรากฏว่าคดีสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ คดีคนร้ายบุกยิงชาวบ้านเสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 12 ราย ขณะกำลังประกอบพิธีละหมาดในมัสยิดไอร์ปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อ 8 มิ.ย.2552 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยเพียงหนึ่งเดียวของคดีนี้ หนำซ้ำอัยการยังไม่ยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดีจบแบบคาใจชาวบ้านว่า "แล้วใครกันที่ฆ่า 10 ศพที่ไอร์ปาแย?"

หนำซ้ำเมื่อตามไปดูสถิติคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูกส่งถึงศาล ยังพบว่ามีคดีถูกยกฟ้องในศาลชั้นต้นมากถึง 83%

นี่เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงตรงๆ กับประเด็นความไม่เป็นธรรม และส่งผลทางความรู้สึก จนกลายเป็น "สงครามความรู้สึก" ณ ปลายด้ามขวานที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้โดยด่วน

อีกปัญหาหนึ่งที่คาใจชาวบ้านไม่แพ้กัน คือ น้ำมันเถื่อนและยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่เกาะกินพื้นที่นี้มาเนิ่นนาน และโยงไปอีกหลายปัญหา ทั้งความรุนแรงในลักษณะผสมโรงเพื่อให้สภาพพื้นที่ไร้ระเบียบ, กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นที่ขยายตัว และการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

ที่ผ่านมามีการจับกุมบุคคลที่เชื่อกันว่าเป็นนักค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ที่สุดของพื้นที่ พร้อมบัญชีส่วยที่ว่ากันว่าจ่ายสะพัดเกือบทุกด่านตั้งแต่นราธิวาสขึ้นไปถึงระนอง บางข้อมูลระบุว่าถึงชุมพร หรือสมุทรสาครด้วยซ้ำ ชาวบ้านเขาฝากถามว่าข้อมูลที่ตรวจยึดได้เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน เพราะตามข่าวก็บอกว่าส่งไปให้ดีเอสไอ แต่เหตุใดถึงเงียบหาย

หากสถาปนาความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ได้ ย่อมป่วยการที่จะไปคิดแก้ปัญหาอื่น!