SME Bank : เมื่อนักการเมืองสั่งได้ ก็เจ๊งลูกเดียว

SME Bank : เมื่อนักการเมืองสั่งได้ ก็เจ๊งลูกเดียว

ปัญหาเรื้อรังและรุนแรงของสังคมไทยนั้น หากเจาะเข้าไปให้ลึก ก็จะเจอต้นเหตุเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นคือการใช้อิทธิพลของคนมีอำนาจในทางที่ผิด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติ

เจาะเข้าไปในทุกปัญหาที่มีผลกระทบต่อบ้านเมืองวันนี้ ก็จะเจอต้นตออย่างนี้เกือบทุกกรณี

กรณีของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ที่กำลังเข้าสู่แผนฟื้นฟูตามคำสั่งของ คสช. ก็เข้าข่ายนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

วันก่อน คุณสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถูกส่งไปเป็นประธานกรรมการเพื่อสะสางปัญหาของธนาคารรัฐแห่งนี้บอกว่า

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เอสเอ็มอีแบงก์เสียหาย ไม่ได้เกิดจากการให้สินเชื่อตามปกติ แต่เป็นสินเชื่อที่แปลก ๆ ขนาดใหญ่ 100 ล้านบาทขึ้นไปในลักษณะ top down…”

ท่านอธิบายว่าสินเชื่อปกติจะต้องเป็นลักษณะ bottom up คือเจ้าหน้าที่สินเชื่อไปติดต่อลูกค้าและมีการวิเคราะห์สินเชื่อ มีการนำเสนอตามขั้นตอน

“แต่นี่เป็นสินเชื่อที่ได้รับการส่งสัญญาณให้สั่งลงมาดังนั้น top down ลงมา จึงไม่ได้ผ่านกระบวนการตามปกติ...”

คุณสาลินีบอกหนังสือพิมพ์ “ฐานเศรษฐกิจ”

ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ กลุ่มลูกค้าระดับเล็กและกลางที่เป็น “ลูกค้าพันธกิจหลัก” ของธนาคารนี้คือวงเงินกู้ประเภท 5-15 ล้านบาทนั้น กลับไปตั้งเกณฑ์เข้มงวดจนทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ท่านบอกว่าธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์จึงถูกกระแทกทั้งสองด้าน คือลูกหนี้กลุ่ม top down ก็เสีย ขณะที่กลุ่มปล่อยกู้ตามปกติก็ทำไม่ได้ เพราะเข้มงวดผิดปกติ

การขอสินเชื่อจากธนาคารอื่น ๆ ใช้เวลาในการประเมินเสร็จภายใน 10 วัน แต่เอสเอ็มอีแบงก์ใช้เวลา 3 เดือน ลูกค้ารอไม่ได้ ทำให้ปล่อยกู้ยาก

ในภาษาทำธุรกิจเอกชนที่ต้องอยู่รอดด้วยประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขัน คำถามมีง่ายนิดเดียว

อย่างนี้จะไม่ให้เจ๊งได้อย่างไร?

ธนาคารของรัฐที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยธุรกิจระดับกลางและเล็ก แต่กลับไปเอื้อธุรกิจด้วยเงินกู้ 100 ล้านขึ้นไป เพราะนักการเมืองแอบสั่งนั้นย่อมเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินโดยสิ้นเชิง

การใช้อิทธิพลที่ผิดทำนองคลองธรรมของนักการเมืองเช่นนี้ ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ เพราะธุรกิจระดับกลางและเล็กที่เป็นหัวใจของการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ๆ ขึ้นมา จะไม่มีวันเกิดได้เลยหากนักการเมืองไทยใช้วิธีการที่ผิดหลักปฏิบัติเช่นนี้

นี่คือการใช้อำนาจในทางที่ผิด เป็นพฤติกรรมฉ้อฉล และเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้

ถามว่าผู้บริหารของธนาคารรัฐแห่งนี้ ทำไมจึงยอมทำในสิ่งที่ผิดหลักเกณฑ์และละเมิดจริยธรรมของนักบริหารสถาบันการเงินเช่นนี้?

คำตอบคือผู้บริหารธนาคารรัฐเหล่านี้ได้ตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ก็เพราะนักการเมืองมีสิทธิที่จะแต่งตั้งคนของตนเองไปอยู่ในตำแหน่งเช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม

จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ระหว่างนักการเมือง กับคนที่ยอมรับใช้นักการเมืองอย่างไร้ความสำนึกต่อหน้าที่และประเทศชาติ

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบ่อยครั้งเมื่อมีการแต่งตั้งคนไปบริหารรัฐวิสาหกิจ เราจึงมีคำถามว่า “หมอนี้รู้เรื่องการบริหารสายงานนี้หรือ?

และคำตอบที่ผ่านมาก็มักจะลงท้ายว่า “ความรู้ความสามารถไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเป็นคนของใคร”

Know How ไม่สำคัญเท่ากับ Know Who

ประเทศไทยจึงได้มาถึงจุดที่ต้อง “ปฏิรูป” และ “ยกเครื่อง” กันครั้งใหญ่ไงครับ

หวังว่า “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ที่กำลังเลือกสรรกันอยู่ จะถือเรื่องนี้เป็นวาระต้น ๆ ของการปฏิรูปบ้านเมืองอย่างเต็มรูปแบบเสียที