อีซีบีลดดอกเบี้ยต่ำสุด เป็นประวัติการณ์โลก

อีซีบีลดดอกเบี้ยต่ำสุด เป็นประวัติการณ์โลก

นายมาริโอ ดรากี้ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ใช้เวลาในการแถลงข่าว 45 นาทีหลังการประชุมที่แฟรงก์เฟิร์ต

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์ทางการเงินของโลกใหม่ หั่นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเกือบเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ที่ 0.05% จากระดับเดิมที่ 0.15% นับเป็นการลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ห่างกันเพียงสามเดือนจากการลดครั้งแรกเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยหวังใช้การผ่อนคลายนโยบายการเงินจนถึงที่สุดเพื่อที่จะกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ และสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดในกลุ่มประเทศยูโรโซน พร้อมกันนี้ยังใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบสำหรับเงินที่บรรดาธนาคารต่างๆ นำมาฝากในอัตราติดลบที่ 0.20% จากอัตราเดิมติดลบที่ 0.10% รวมทั้งปรับลดดอกเบี้ยเงินให้กู้กับธนาคาร (marginal lending rate) ลงมาอยู่ที่ 0.30% จากเดิมที่ 0.40%

นับตั้งแต่การรวมกลุ่มยูโรโซน และเริ่มต้นใช้สกุลเงินยูโรเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 ผ่านมาเป็นเวลา 15 ปี ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 18 ประเทศหลังสุดนี้ โดยมีการใช้เงินสกุลเดียวคือเงินยูโร และมีธนาคารกลางเดียวคืออีซีบี มีการใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ 3% เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2542 และปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.25% ระหว่างปี 2543-2551 แต่เมื่อเกิดวิกฤติซับไพร์มและวิกฤติการเงินเลห์แมน บราเธอร์สล้มละลาย หลังจากนั้นมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันรวม 16 ครั้งโดยยืนในระดับใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่เดือนก.ค.2555 ทั้งนี้อีซีบีคาดการณ์ว่าการผ่อนคลายทางการเงินจนเกือบสุดทางเดินครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถดถอยจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดหายไปนั้นกลับเข้ามาสู่ตลาดได้อีกครั้ง และผลักดันให้จีดีพีกลับมาเติบโตในปีนี้ 0.9% ปี 2558 โตได้ 1.6% และ 1.9% ในปี 2559 โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ลดลงเหลือเพียง 0.3% ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายเดิม 2% ขยับขึ้นมาที่ 0.7%, 1.1% และ 1.4% ช่วงปี 2557-2559

ล่าสุดอีซีบียังดำเนินการช็อกตลาดโดยจะใช้เงิน 700,000 ล้านยูโร หรือราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่เรียกว่า "Private QE" เพื่อตราสารการเงินของธนาคารที่มีสินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ของภาคธุรกิจหนุนหลังประเภทที่เป็น ABS หรือ Asset Backed Securities ให้เป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินเข้าสู่ระบบธนาคารให้นำไปปล่อยสินเชื่อธุรกิจและการลงทุนใหม่ๆ รวมทั้งเป็นการผ่องถ่ายสินทรัพย์ที่มีปัญหาของธนาคารมาไว้ที่อีซีบีแทน เพื่อช่วยลดแรงกดดันของธนาคารที่ต้องเร่งเพิ่มทุน โดยก่อนหน้านี้รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ชี้ว่าระบบธนาคารของยุโรปมีหนี้สินที่มีปัญหารวมกันถึง 1.72 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ล้วนอยู่ในข่ายต้องนำออกขายในตลาดช่วยลดการแบกรับภาระของธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเกือบเป็นศูนย์นี้ ทำให้เงินยูโรอ่อนลงอย่างรวดเร็ว จากระดับ 1.30 ดอลลาร์ เหลือ 1.2928 ดอลลาร์ อาจจะส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งประธานอีซีบีบอกว่า โครงการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ถือเป็นการพัฒนาด้านนโยบายสำคัญที่ตลาดคาดหวังไว้ โดยให้คำมั่นที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเงินเฟ้อในอนาคต แต่จากบทวิเคราะห์ของซิตี้แบงก์แนะนำว่า วิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเนื่องกับความผันผวนของระบบอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากการเกิด Carry Trade ของสภาพคล่องทางการเงินที่ท่วมโลก ดังนั้นในเอเชียควรถือเงินหยวนในระยะยาว และถือเงินดอลลาร์ในระยะสั้น โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่นั้นควรป้องกันความเสี่ยงโดยถือสกุลเงินของตัวเองในระยะยาว และถือสกุลเงินดอลลาร์ ยูโร และเยนในระยะสั้น