อย่าไล่ "มดลูกแห่งเอเชีย" ลงใต้ดิน

อย่าไล่ "มดลูกแห่งเอเชีย" ลงใต้ดิน

ขอเราได้โปรดเห็นคุณค่าและความยิ่งใหญ่ของ “มดลูก” ที่เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ยังไม่มีปัญญาจะสร้างขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ในร่างของหญิงอุ้มบุญผู้ด้อยอำนาจทางเศรษฐกิจ ด้อยอำนาจต่อรองในทุกๆ ทาง

ตราบใดที่กฎหมายยินยอมให้มีการอุ้มบุญ เลือกเข้าข้างสิทธิของหญิงและคู่สมรสที่มีลูกเองไม่ได้ ทั้งไทยและเทศ ก็จะยังมี “ดีมานด์” จากคนกลุ่มนี้ที่มีอำนาจเงิน “จ้าง” แพทย์ จ้างทนาย จ้างหญิงอุ้มบุญ จ้างแม่นมพี่เลี้ยง ฯ และตราบนั้น ก็จะมี “ซัพพลาย” เกิดขึ้นตามมา

กฎหมายต้องคุ้มครองหญิงอุ้มบุญผู้ด้อยอำนาจทางเศรษฐกิจ ด้อยอำนาจต่อรองในทุกๆ ทางเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มบุญ เพื่อชาติ หรือ ระหว่างชาติ ซึ่งมีประเทศ "คู่ค้า" ปรากฏโฉมหน้าอย่างชัดเจน เช่น ออสเตรเลีย อิสราเอล อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน สหรัฐอเมริกา ฯ

อินเตอร์เนชั่นแนล นิวยอร์ก ไทม์ส 27 สิงหาคมนี้ตีพิมพ์เรื่อง การอุ้มบุญของหญิงไทย ขึ้นหน้าหนึ่ง ให้ฉายาหญิงไทยที่ได้รับจ้างใช้มดลูกตั้งครรภ์ออกลูกให้คนอื่นประเทศอื่นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตามที่โทรทัศน์ช่องหนึ่งใช้คำว่า “มดลูกแห่งเอเชีย” (womb of Asia) จากที่แต่ก่อนหญิงไทย เคยมีชื่อในระดับโลกเรื่อง การค้าประเวณี ได้ตีแผ่ตำบลจนๆ แห่งหนึ่งมีหญิงไทยรับจ้างอุ้มบุญแล้ว 24 คน มีแม่คนหนึ่งบอกว่าลูกสาวเธอ ขายไข่จากรังไข่ของตนให้กับคลินิกรับผสมสเปิร์มลงในไข่ได้ครั้งละ 1,000 ดอลลาร์ (1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32 บาท) ลูกสาวเคยขายสองครั้ง เอาเงินมาเป็นค่ากินอยู่ใช้จ่ายในครอบครัว

สื่อไทยเคยเสนอเรื่องก่อนหน้าบทความนี้ของฝรั่ง ที่ว่า มีหญิงอุ้มบุญคนหนึ่ง ตัดสินใจ มาอุ้มบุญ หลังจากคลอดลูกตัวเองได้ไม่กี่เดือน เพราะต้องการได้เงินค่าจ้าง สามแสนบาท และ รายเดือนอีกเดือนละ หมื่นเก้าตลอดเวลา 9 เดือนที่ทำงานอุ้มท้อง ทั้งนี้เพื่อเอาไปเลี้ยงและสร้างอนาคตทางการศึกษาที่ดีขึ้นให้กับลูกของตนเอง

ทั้งสองเรื่องดังกล่าว คล้ายๆ กับเรื่องที่เราเคยได้ยินสมัยหญิงไทยโด่งดังเรื่องการค้าประเวณี ใช่หรือไม่ ที่ว่าเธอค้าเพราะกตัญญูหาเงินเลี้ยงครอบครัว หาเงินสร้างบ้าน ไถ่นา ไถ่วัวควาย เป็นค่าเล่าเรียนของน้องๆ ฯ

ซึ่งกว่าสังคมไทยจะเปิดตาเปิดใจเข้าใจ ยอมแก้กฎหมายปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ที่มีแต่จะพิพากษาส่ง “หญิงคนชั่ว” ไปโรงพัก ไปเข้าคุก ไปเข้าโรงเรียนฝึกอาชีพ “ดัดสันดาน” จนหญิงผู้ค้าต้องลงใต้ดิน เกิดตลาดมืด ยุคทองของแมงดาเรียกค่าคุ้มครองในทุกรูปแบบ ตั้งแต่บนถนนจนถึงในซ่องในโรงแรมและบนโรงพักจนถึงตีนโรงตีนศาล กว่าจะมาเป็นการผ่อนผันปลดโซ่ตรวน ตลาดมืด ออกไปจากตัว “หญิงผู้ค้า” ได้บ้าง ด้วย อานิสงส์ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 หญิงไทยเหล่านี้ก็อยู่ในสภาพ “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”

อายุการค้าประเวณีของหญิงนั้น ถึงจะสั้นอย่างไร ก็ยังยาวกว่าอายุการเจริญพันธุ์

หญิงมีไข่ตกในช่วงเวลาที่จำกัดเฉพาะช่วงเจริญพันธุ์ ประมาณ 480 ฟองแม้ว่าจะมีศักยภาพผลิตไข่ได้มากมาย ตามธรรมชาติ ปีหนึ่งหญิงไข่ตกได้แค่ 12 ฟองตลอดวัยเจริญพันธุ์ อีกทั้งก็ไม่ได้สมบูรณ์ไปเสียทุกฟอง จะรีดไข่มากกว่าครั้งละ 1 ฟองก็ได้ แต่ก็ต้อง “โด๊ป” ยากันจนอาจเป็นภัยแก่ตัว

การอุ้มท้องก็เหมือนกัน ช่วงเวลาดีๆ ที่หญิงไทยจะให้ไข่ผสมสเปิร์มออกลูกให้ตัวเองและประเทศชาติก็มีจำกัด สาวไปแก่ไปก็ทำไม่ได้ ปีไหนรับจ้างอุ้มบุญออกลูกให้คนอื่น ปีนั้นก็สูญเสียโอกาสออกลูกให้ตัวเองไป

การ “อุ้มบุญ” และ การขายไข่ นอกจากความเสี่ยงทางร่างกาย และ ทางจิตใจที่ถูกเทคโนโลยีเข้าแทรกแซงกระบวนการทางธรรมชาติของระบบสืบพันธุ์ ยังมีการเสียโอกาสอีกมหาศาลและประเด็นอื่นๆ ในทางประชากรศาสตร์

เราคนไทยตระหนักหรือไม่ว่า การใช้มดลูก “อุ้มบุญ” อย่างเป็นการค้า และ การขายไข่ของหญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ เกิดขึ้นในสภาพที่ประชากรหญิงไทยมีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำมาก

หญิงไทยโดยทั่วไปมีลูกน้อยลงๆ แบบสาละวันเตี้ยลงๆ มาเป็นสิบปีแล้ว คือ เพียง 1.7 ลดลงจาก 1.8 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าอัตราทดแทน คือ 2.00 จนมีการออกโรงเตือนมาพักใหญ่แล้วว่าเรากำลังเดินสู่ “สังคมคนแก่” ถึงเวลาที่ต้อง หาสาเหตุภาวะเจริญพันธุ์ต่ำของหญิงไทย และ จะต้องเพิ่มแรงจูงใจอย่างไรบ้างให้หญิงไทยมีลูกมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็เสมอตัวในระดับ 1.8 ไม่ลดลงไปกว่านี้อีก

ทว่า เรื่องนี้ก็ไม่มีใครสนใจ

กระทั่งเรื่อง อุ้มบุญ เป็นปมปัญหาขึ้นมา ทั้งรัฐบาลและคนไทยโดยทั่วไปก็ยังมองแต่ในมุมเล็กๆ เฉพาะประเด็นว่า ต้องออกกฎหมายพิทักษ์สิทธิเจ้าของไข่และสเปิร์ม โดยไม่ตั้งปัญหาในบริบทที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ เหตุใดในขณะที่โดยรวมหญิงไทยใช้ศักยภาพการสืบพันธุ์ทำหน้าที่สร้างประชากรไทยต่ำลงเรื่อยๆ จนต่ำกว่าอัตราทดแทน มาเกินสิบปี บัดนี้เรากลับมีการใช้ศักยภาพการสืบพันธุ์สร้างประชากรในลักษณะ “ส่งออก” ให้กับประเทศอื่น

อะไรเป็นสาเหตุทำให้ภาวะเจริญพันธุ์หญิงไทยมีข้อขัดแย้งในตัวเองสูงถึงขนาดนี้ ส่งผลกระทบทางใดบ้าง โดยต้องพิจารณาทั้งสองด้านที่ตรงข้ามกัน ซึ่ง เป็นเรื่องเกินกำลังของบทความนี้ ที่มีเจตนาเพียงแค่ขอร้องว่า

ถ้ายังไม่มีทางเลือกอื่นให้หญิงอุ้มบุญผู้ต้องการหาเงินไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวในด้านต่างๆ รัฐบาลก็โปรดอย่าได้ “เจตนาดี” แต่ส่งผลร้าย แก่เธอเหล่านี้ด้วยการจะออกกฎหมายพิทักษ์สิทธิเจ้าของสเปิร์มและไข่ โดยไร้การพิทักษ์ใดๆ แก่หญิงอุ้มบุญเลย อีกทั้งยังจะห้ามไม่ให้รับจ้าง ซึ่งขัดกับความเป็นจริงอย่างยิ่ง จะเป็นสาเหตุให้ หญิงอุ้มบุญ หญิงขายไข่ ต้องลงใต้ดิน แน่นอน แบบเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้วกับ หญิงค้าประเวณี

เวรกรรมอะไรนักหนาหนอของคนไทยหญิงไทย