ปิโตรเลียมไทย คำถามชวนให้คิด

ปิโตรเลียมไทย คำถามชวนให้คิด

ทรัพยากรปิโตรเลียม ของไทย ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง ตามกฎหมายถือว่าเป็นของรัฐ ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าจะมีใครบอกว่า ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรตัวจริงก็คงไม่แปลกอะไร ไม่ว่าปิโตรเลียมจะถูกพบเจอที่ไหน ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์โดยเท่าเทียมกัน .... แล้วพวกเรารู้หรือเปล่าว่าจะไปหาปิโตรเลียมได้จากไหน และเอามันขึ้นมาใช้ได้อย่างไร ? ... ต้องทำการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และมีเพียงวิธีเดียวที่จะรู้ว่าในบริเวณนั้นมีหรือไม่มี คือ ต้องเจาะลงไปพิสูจน์ดูเท่านั้นซึ่งโอกาสที่ขุดแล้วไม่เจอมีมากกว่า นั่นคือ ความเสี่ยง และถ้ามันมีอยู่จริงการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์จะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะกลายมาเป็น ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม น้ำมันสำเร็จรูป ให้เราได้ใช้กัน

จากกระแสความคิดที่ว่า ถ้าเราขุดน้ำมันได้เองแล้วยังต้องใช้ราคาตลาดโลก แล้วจะขุดขึ้นมาทำไม ควรยกเลิกสัมปทานและเก็บไว้ให้ลูกหลานดีกว่า ... ท่านคิดจริงๆ หรือว่า ควรเก็บไว้ให้ลูกหลาน ?...ต้องบอกว่าอันนี้เป็นความคิดที่เกิดจากความไม่เข้าใจ ทุกวันนี้ เรามีไม่พอใช้ ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานสุทธิปีละกว่า หนึ่งล้านล้านบาท ประกอบด้วย น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และถ่านหิน เราผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองประมาณร้อยละ 75 (กำหนดราคาโดยผ่านคณะกรรมการปิโตรเลียม) และผลิตน้ำมันดิบได้เองประมาณร้อยละ 15 จึงไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปเก็บไว้ให้ลูกหลานเพราะที่มีอยู่ผลิตขึ้นมาก็ไม่พอใช้ ส่วนที่คิดว่ายังเหลืออยู่นั้น ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ใครจะลงทุนสำรวจให้จนพบ แล้วทิ้งเก็บไว้ให้ลูกหลาน และถ้าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปล่ะ ปิโตรเลียมในอนาคตก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ประโยชน์ก็เป็นได้

การขุดเจาะเพื่อให้รู้ว่ามีอยู่หรือไม่นั้น ต้องใช้เงินสูงมากไม่ต่ำกว่า 100-350 ล้านบาท ตามพื้นที่ ใครจะมาลงทุน แบกรับความเสี่ยง ขุดเจาะให้เรา ? ...ในอดีตรัฐเคยทำการสำรวจ ขุดเจาะเอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และจะเอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปเสี่ยง ละลายลงดินไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ (ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่ผ่านสภาแน่) แต่เมื่อมีความต้องการใช้ และสำรวจหาเองก็ไม่ได้ จึงมีแนวคิดให้เอกชนที่มีความรู้ความสามารถ มีผู้เชี่ยวชาญ มีเครื่องมือเครื่องจักร มีเทคโนโลยี มีแหล่งเงินทุน เข้ามาเป็นผู้เสี่ยงทำแทน ถ้าสำรวจขุดเจาะไม่พบ รัฐก็ไม่เสียอะไร แถมยังได้ข้อมูล ได้พิสูจน์ทราบด้วยว่าบริเวณนั้น มีหรือไม่มี แต่ถ้าพบในเชิงพาณิชย์มีการผลิต ก็จะแบ่งผลประโยชน์กัน ภายใต้ กฎ กติกา ที่รัฐกำหนด เพื่อการกำกับดูแล รวมถึงการจัดสรร ทั้งตัวทรัพยากรและมูลค่าที่ขายได้ อย่างเป็นธรรม ระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งต้องจูงใจพอที่จะทำให้เอกชนมีความสนใจเข้ามาเสี่ยงทำแทนรัฐ

กฎ กติกา หรือ เรียกว่าเป็น ระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม ซึ่ง หลักๆ มี 2 ระบบ คือ ระบบสัมปทานและระบบสัญญา โดยระบบสัญญาแบ่งออกได้เป็น สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาจ้าง การเลือกใช้ระบบให้เหมาะสมนั้น จะขึ้นอยู่กับนโยบายและศักยภาพปิโตรเลียมของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศใดมีศักยภาพปิโตรเลียมดีหรือลงทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย เจ้าของประเทศจะมีโอกาสแบ่งผลประโยชน์ได้มากกว่า โดยที่เอกชนยังคงมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุน.. แล้วระบบไหนมีความเหมาะสมกับศักยภาพของประเทศไทยและมีสิ่งจูงใจเพียงพอ ?... ประเทศไทยเลือกใช้ระบบสัมปทานมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยได้มีการแก้ไข ปรับปรุง กฎหมายให้มีความเหมาะสม ทันสมัย มาโดยตลอด และยังมีแรงจูงใจเพียงพอให้เอกชนเข้ามาสำรวจได้ แม้ผลการสำรวจจะไม่ประสบความสำเร็จดังรอบที่ผ่านมาก็ตาม

การออกสัมปทานปิโตรเลียม เป็นการขายสมบัติชาติ ยกกรรมสิทธิ์ให้เขาขุดสูบออกไปหมดแล้ว มันจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ ?... การออกสัมปทานปิโตรเลียม มีจุดประสงค์เพื่อ เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเสี่ยงลงทุนสำรวจแทนรัฐในพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้ โดยมีสิ่งจูงใจ ที่กำหนดไว้แล้วอย่างชัดเจน ใน พ.ร.บ. ปิโตรเลียม เหมือนกันทุกสัมปทานทุกบริษัท ไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆ พูดให้ง่ายคือ ผู้ที่จะเข้ามาสำรวจแทนรัฐ ได้รับรู้ล่วงหน้าแล้วใน กฎ กติกา สิทธิ หน้าที่ และสิ่งที่จะได้ในกรณีสำรวจพบ สิ่งที่ต้องจ่ายคืนให้รัฐ ทั้งค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษี กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าสำรวจพบในเชิงพาณิชย์ จะมีสิทธิในการ ผลิต และ ขาย โดยต้องปฏิบัติตาม กฎ กติกา รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ทุกขั้นตอน ถ้าไม่ทำตามอาจถูกยึดคืนสัมปทานได้ และการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมที่ขุดได้นั้นรัฐสามารถ ควบคุมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ปิโตรเลียมที่ผลิตได้ ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศเกือบทั้งหมด มีน้ำมันดิบเพียงเล็กน้อยที่จำต้องส่งออกเนื่องจากคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับโรงกลั่นภายในประเทศและเหตุผลทางด้านเทคนิคอื่นๆ อย่างไรก็ตามรัฐสามารถบังคับห้ามส่งออกได้ ดังนั้นไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวว่าถ้าเกิดภาวะสงครามแล้ว ทหารจะไม่มีพลังงานใช้ ตราบใดที่ยังทำการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศได้ เราก็บังคับให้ใช้ภายในประเทศได้ทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบให้ยุ่งยาก ในส่วนของรายได้จากการขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่ได้ลงทุนไปแล้วเหลือเป็นกำไรจะแบ่งกันระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งในระบบปัจจุบัน (Thailand III) ณ สิ้นปี 2555 เฉลี่ยรวมทุกโครงการ อยู่ที่ 72:28 หมายถึง กำไรสุทธิ 100 ส่วน รัฐได้ 72 ส่วน เอกชนได้ 28 ส่วน

นอกจากระบบสัมปทานแล้ว ประเทศไทยยังได้นำระบบแบ่งปันผลผลิต มาใช้ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โดยมีองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เป็นตัวแทนรัฐของทั้งสองประเทศ ทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้แบ่งปันกัน โดยสัญญาในพื้นที่นี้ ได้แบ่งกำไรกันเป็นตัวเงิน กล่าวคือ เมื่อมีการผลิต มีการขาย หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เหลือเป็นกำไร ก็แบ่งกัน ไม่ได้แบ่งเอาทรัพยากรที่ผลิตได้มาบริหารจัดการเอง เนื่องจากไม่คุ้มค่าอาจได้ไม่คุ้มเสีย การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างองค์กรร่วมฯ กับเอกชน มีสัดส่วนประมาณ 59:41 ซึ่งสังเกตได้ว่า ได้น้อยกว่า ระบบสัมปทานในปัจจุบัน (Thailand III) เสียอีก

ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น ในแต่ละสัญญาจะมีการเจรจาต่อรอง การจัดสรร หรือ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสัญญา แต่ละพื้นที่ เป็นช่องทางให้เกิดความไม่โปร่งใสได้ ดังนั้น การที่มีแนวคิดจะเปลี่ยนระบบจากสัมปทานเป็น ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น คงต้องถามว่า เพื่อประโยชน์อันใด นอกจาก วาทกรรม เรื่องกรรมสิทธิ์ และจะแบ่งกันอย่างไร แบ่งจากไหน มากน้อย เอาอะไรเป็นเกณฑ์ ในเมื่อยังไม่รู้ว่าจะสำรวจพบหรือไม่ คงต้องฝากให้คิดกันอย่างรอบคอบ ศึกษาระบบเก่าที่มีอยู่ให้ดี ทำความเข้าใจในระบบใหม่ที่ท่านโหยหาท่องตามกันมาให้มากกว่านี้ อย่าเพียงอ้างอิงจากผลงานวิทยานิพนธ์ ที่ไม่เคยนำมาใช้จริง จะเทียบกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร หยุดการคัดค้าน ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการสำรวจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในรอบที่ 21 เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นพบ พวกเราเจ้าของทรัพยากรตัวจริงจะได้มีพลังงานไว้ใช้กันต่อไป