ฤๅคือมโน

ฤๅคือมโน

สำหรับคอภาพยนตร์แนวลึกลับ-ปริศนาสไตล์ฮอลลีวูด จะพบว่าพล็อตที่เห็นได้บ่อย

คือ ในหลายเหตุการณ์ปริศนานั้น มักจะเฉลยว่าตัวเอกมีจิตหลอนไปเอง แต่ในระหว่างเหตุการณ์นั้น ทั้งตัวเอกและผู้ชมไม่มีทางทราบเลยว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงหรือเพียงแค่ “มโน” ไป

เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นกับแวดวงเศรษฐศาสตร์ ทั้งนักวิชาการรางวัลโนเบล ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐและองค์กรสำคัญยุโรป รวมถึงวานิชธนกิจระดับโลก เริ่มมีความเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป รวมถึงโลกในปัจจุบันกำลังเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “Secular Stagnation” หรือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ “ถูกแช่แข็ง”

สำหรับมนุษย์เดินดิน รวมถึงนักลงทุนทั่วไปแล้ว คำถามสำคัญคือ ภาวะดังกล่าวนั้นมีอาการเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด นโยบายแก้ไขอย่างไร และหากเป็นจริงแล้ว จะมีผลต่อตลาดเงินตลาดทุนโลกในระยะต่อไปอย่างไร

แม้ในแวดวงวิชาการ คำจำกัดความของ Secular Stagnation จะยังไม่ชัดเจน แต่อาจกล่าวได้ว่าอาการของภาวะเศรษฐกิจถูกแช่แข็งนี้อาจเห็นได้ใน 3 อาการ ได้แก่ หนึ่ง การที่เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งอาการนี้เห็นได้ชัดเจนในสหรัฐ ที่หากย้อนไปตั้งแต่สมัยปี 1950-70 ก่อนช่วงวิกฤติน้ำมันแล้วนั้น เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้เฉลี่ยในระดับเกือบ 4% ต่อปี และเริ่มลดในช่วง 80-90 เหลือ 3% ก่อนที่จะเหลือที่ 2.5% ในช่วงก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์และเหลือแค่ 2% ในปัจจุบัน (ไม่นับรวมช่วงวิกฤติ)

อาการที่สองได้แก่อัตราการว่างงานระยะยาว (ที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ) ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการคำนวณของหลายสำนัก พบว่าอัตราว่างงานสหรัฐระยะยาวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5% ในช่วงทศวรรษที่ 60 มาเป็นประมาณ 6% ในปัจจุบันแล้ว

อาการสุดท้ายที่จะมีผลต่อการลงทุน คืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรืออัตราดอกเบี้ยธรรมชาติ (ได้แก่ดอกเบี้ยในตลาดเงินลบด้วยเงินเฟ้อ) ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยจากการคำนวณของผู้เขียน พบว่าดอกเบี้ยธรรมชาติในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ -2% หดตัวต่อเนื่องจากช่วงทศวรรษที่ 60 ที่เคยอยู่สูงถึงเกือบ 6%

สภาวะทั้งสามบอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงในประเทศเจริญแล้วหลายประเทศนั้น ศักยภาพเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง อัตราว่างงานจะสูงขึ้น รวมถึงดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำเตี้ย ซึ่งสาเหตุนั้นสามารถสรุปสั้น ๆ ได้ 3 ประการ

ประการแรก ศักยภาพเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงประเทศเจริญแล้วที่ลดลงนั้นเป็นเพราะสังคมสูงวัย ที่มีจำนวนประชากรสูงอายุมากขึ้นขณะที่เด็กเกิดใหม่ลดลง ทำให้มีกำลังแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานลดลง นอกจากนั้น รูปแบบงานในปัจจุบันที่สลับซับซ้อนขึ้น ทำให้ต้องการผู้มีความรู้เชิงเทคนิคมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะไม่เพียงพอตกงานมากขึ้น

ประการที่สอง สาเหตุที่ดอกเบี้ยธรรมชาติตกต่ำลงนั้น ส่วนสำคัญเป็นเพราะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เก็บสั่งสมทุนสำรองเงินตรามากขึ้น เงินเหล่านั้นจึงไหลเข้าในสหรัฐและประเทศเจริญแล้วในรูปของความต้องการซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ของรัฐ (หรือที่เรียกว่า Global Saving Glut) กดดันให้ดอกเบี้ยในประเทศเจริญแล้วต่ำต่อเนื่อง นอกจากนั้น กฎระเบียบทางการเงินที่บังคับให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและบริษัทประกันทั่วโลกจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ ก็ทำให้แรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลมีมากขึ้น กดดันดอกเบี้ยให้ต่ำลงเช่นกัน

ประการที่สาม ได้แก่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างชนชั้นที่มีมากขึ้น กล่าวคือคนรวยมีจำนวนมากขึ้นและร่ำรวยมากขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรปกติ และโดยปกติแล้วคนรวยมักไม่บริโภคในสัดส่วนมากนักเมื่อเทียบกับรายได้ แต่มักนิยมออมเงินมากกว่า จึงเป็นสาเหตุให้อัตราการออมเพิ่มขึ้นขณะที่บริโภคลดลง นอกจากนั้น ศักยภาพเศรษฐกิจที่ลดลง ทำให้โอกาสที่จะลงทุนให้ได้ผลกำไรมียากขึ้น ภาคเอกชนจึงไม่ลงทุนในธุรกิจเท่าที่ควร แต่เลือกที่จะออมเงินไว้มากกว่า

กล่าวอย่างง่ายคือ เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและในช่วงต่อไปตามแนวคิดนี้นั้น จะเป็นโลกของผู้สูงวัย ผู้ว่างงาน เงินออมมาก เศรษฐกิจฝืดเคือง โอกาสลงทุนน้อย ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน

ดังนั้น ทางแก้ของสถานการณ์เหล่านี้ ตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่เชื่อในภาวะ “เศรษฐกิจแช่แข็ง” คือ หนึ่ง ต้องกดดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ระดับต่ำต่อเนื่องยาวนาน พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิด “ฟองสบู่” ในสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น (และหากฟองสบู่แตก ค่อยหามาตรการรองรับภายหลัง) สอง ใช้มาตรการการคลังกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างสาธารณูปโภคเพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจ สาม กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อเพื่อให้เกิดการจ้างงาน สี่ ใช้นโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อกระตุ้นส่งออก และสุดท้าย เลื่อนวัยเกษียณอายุออกไปเพื่อให้มีแรงงานมากขึ้น

สำหรับผู้เขียนเองนั้น แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในแนวคิด Secular Stagnation นี้ โดยเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงประเทศเจริญแล้วระยะต่อไปจะชะลอลงจากสังคมสูงวัยและโอกาสทางธุรกิจที่ลดลง แต่ก็เชื่อว่าสังคมสูงวัยจะทำให้การออมเงินในระยะต่อไปลดลงและมีการบริโภคมากขึ้นหลังจากผู้สูงวัยเกษียณอายุ (รายได้หมดแต่ต้องใช้จ่าย) ซึ่งจะผลักดันให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินในระยะต่อไปปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

นอกจากนั้น ยังกังวลว่าหากผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับโลกเชื่อในแนวคิดอย่างหมดใจ จนผลักดันให้เกิดฟองสบู่และเงินเฟ้ออย่างที่มีการเสนอแนะแล้วนั้น นั่นหมายความว่าฟองสบู่หุ้นก็จะถูกดันขึ้นต่อเนื่องจากสภาพคล่องที่ล้นโลก ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรก็จะถูกกดให้ต่ำลงอีก ขณะที่ค่าเงินก็จะไม่เคลื่อนไหวสอดคล้องความเป็นจริง และหากเกิดประเด็นใดที่เป็นชนวนให้ฟองสบู่แตก ก็อาจทำให้เกิดวิกฤติที่ลุกลามรุนแรงยิ่งกว่าแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นมาอีกได้

ไม่ว่าภาวะ Secular Stagnation จะเป็นเพียง “มโน” หรือจะจริงแท้ แต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบได้หมดลงแล้ว โลกยุคต่อไปอาจจะเติบโตต่ำ แต่ก็จะผันผวนสูง และเสี่ยงต่อวิกฤติทุกเมื่อ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงนักลงทุน โปรดพึงระวัง