ต้องระวังเรื่องกรอบเวลา

ต้องระวังเรื่องกรอบเวลา

กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ระบุว่าการทำงาน

ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อจากนี้จะไม่มีการกำหนดระยะเวลาการทำงาน เพราะไม่ต้องการให้เงื่อนไขของเวลามาเป็นอุปสรรค หรือสร้างความกดดันให้กับคณะรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมามักจะมีการถามถึงระยะเวลาในการทำงาน ซึ่งตรงนี้จึงไม่กำหนด แต่การทำงานของคณะรัฐมนตรีต้องมีผลงาน โดยหลักการทำงานของผมมี 4 คำ “ทำก่อน ทำจริง มีผลสัมฤทธิ์ปี 58 และยั่งยืน”

แน่นอนว่าการไม่กำหนด"กรอบเวลา"อาจมีการตีความได้หลายทาง เพราะตามกรอบเวลาของคสช. กำหนดไว้ว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศประมาณ 1 ปี ตามโรดแมพที่ประกาศไว้ จากนั้นจะมีการเลือกตั้งทั่วไปราวต้นปี 2558 โดยด้านหนึ่งอาจเป็นไปดังความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ต้องกดดันการทำงานของรัฐมนตรี แต่อีกด้านหนึ่งอาจมองว่าคสช.ต้องการรักษาอำนาจต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจสร้างความหวาดระแวงให้กับคนในสังคม ว่าทหารยังไม่ยอมคืนประชาธิปไตย

แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ "ยึดความดีมากกว่า ว่าความดีจะต้องชนะความไม่ดี และจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้" ซึ่งเราไม่รู้ขอบเขตของถ้อยคำเหล่านี้มากนัก เพราะที่รู้ดีที่สุดก็คือพล.อ.ประยุทธ์ว่าหมายถึงอะไร และที่สำคัญเรื่องความดีงามนั้นยังมากแก่การตีความอย่างมาก เพราะความดีของคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเห็นว่าเป็นความดี แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตัดสินว่า"ความดี"ตามความหมายที่ว่านี้คือการกระทำที่ออกมาต่างหาก ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญ

แน่นอนว่าการประกาศเรื่องปฏิรูปประเทศของคสช.นั้น ถือว่าเป็นภารกิจท้าทายอย่างมาก เพราะปัญหาสังคมไทยมีมากในทุกเรื่อง จนบางคนเห็นว่าไม่รู้จะแก้ตรงไหนก่อน เพราะปัญหาบางอย่างเกี่ยวพันกับอีกปัญหาอย่างแยกไม่ออก เช่น ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ อาจเกี่ยวข้องทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน จนถึงอุปสรรคจากโครงสร้างระบบราชการ ซึ่งการไม่กำหนดกรอบเวลาแก้ปัญหาของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ก็ถือว่ามองเห็นว่าปัญหาในสังคมไทยนั้นไม่อาจใช้เวลาเพียงหนึ่งปีแก้ได้หมด

แต่การกำหนดกรอบเวลาที่ 1 ปีของคสช.ตั้งแต่ต้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก หากถึงกำหนดเวลาแล้วรัฐบาลที่ทหารเข้ามามีบทบาทชัดเจนนั้นจะตอบสังคมอย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่าในอดีตนั้นรัฐบาลทหารเคยกำหนดกรอบเวลาในลักษณะเดียวกันมาแล้ว อย่างเช่นรัฐบาลช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เคยกำหนดว่าจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน แต่ก็ไม่สามารถทำได้จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ หรือ แม้กรณีการปฏิวัติรัฐประหารที่นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนนั้นก็เนื่องมาจากคำสัญญาในลักษณะเดียวกัน

เราเห็นว่าความไม่ต้องการให้มีแรงกดดันกับรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องในสถานการณ์เร่งรีบแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่หากไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนอาจสร้างแรงกดดันให้กับสังคมมากขึ้น เพราะสังคมไทยก็จะเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้นในเรื่องของกระบวนการไปสู่ประชาธิปไตย และประเด็นเดียวกันนี้ก็ได้รับความสนใจจากนานาชาติเช่นเดียวกัน ยิ่งกว่านั้น หากต้องการแก้ปัญหาให้หมด เราก็เชื่อว่ารัฐบาลนี้คงต้องอยู่อีกนานมาก เพราะปัญหาสังคมเกิดขึ้นโดยตลอด ดังนั้นหากไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น อาจเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่คนไทยออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง