ขอคนกล้าเข้ามาร่วมปฏิรูปประเทศ

ขอคนกล้าเข้ามาร่วมปฏิรูปประเทศ

ศาสตราจารย์ทางกฎหมายที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยคือศาสตราจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ได้สัมภาษณ์วิทยุรายการหนึ่ง

ตั้งแต่เดือนม.ค. 2557 ถึงการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและมีการโต้เถียงกันว่า "จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" หรือ "เลือกตั้งแล้วถึงปฏิรูป"

ศาสตราจารย์อมรได้ตีแสกหน้านักกฎหมายไทยพร้อมแสดงความวิตกว่าเมืองไทยเรา ได้มี “ข้อเท็จจริง” ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพความล้าหลังของมาตรฐานความรู้กฎหมายมหาชนของวงการกฎหมายและวงการวิชาการไทย ที่มิได้สังวรว่า ความสำคัญของประเด็นนี้ มิได้อยู่ที่ว่า จะทำ "การปฏิรูป" ก่อนหรือหลัง การเลือกตั้ง แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า ใครหรือนักการเมืองกลุ่มใดจะเป็นผู้ที่มาควบคุมการปฏิรูปประเทศ

โดยศาสตราจารย์อมรได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่าโดยจัดตั้งองค์กรปฏิรูปขึ้น ด้วยการออกเป็น “พระราชกำหนด” บ้างหรือโดยทำเป็น “ประกาศของส่วนราชการ” บ้าง หรือโดยให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาให้คำปฏิญาณร่วมกันก่อนการเลือกตั้งบ้าง ฯลฯ โดยที่องค์กรหรือบุคคลเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึง “ข้อเท็จจริง” ว่าผลงานขององค์กรปฏิรูปที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกำหนด หรือโดยประกาศของส่วนราชการ ฯลฯ ตามที่ตนเองเสนอนั้น ย่อมสามารถถูกลบล้างได้ทั้งสิ้นหลังการเลือกตั้ง ถ้าหากการปกครองของประเทศไทย ยังคงเป็นรัฐบาลเดิมๆ ในระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภาอยู่ ดังนั้น เมื่อคสช. เปิดโอกาสให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อทำการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน หากคนไทยเราไม่อยากเห็นภาพการเมืองเก่าๆ ที่คอยกัดแทะประเทศแล้ว ก็ถึงเวลาที่คนกล้าจะกระโดดเข้ามาร่วมปฏิรูปประเทศ

ทำไมผมถึงเรียกร้อง "คนกล้า" แทนที่จะเรียกร้อง "คนดี" เพราะผมเชื่อว่าคนที่จะมาผลักดันการปฏิรูปนั้นต้องมีความกล้าหาญเป็นธงนำในการปฏิรูปขอยกตัวอย่างสักสามสี่เรื่อง

เรื่องแรกคือเรื่องการปฏิรูปการเมือง

เรื่องนี้สำคัญที่สุดเพราะไม่ว่าเราจะพยายามปฏิรูปอะไร ให้ดีแค่ไหน หากเรื่องทั้งหมดต้องไปตกอยู่กับนักการเมืองเก่าๆ ที่คอยจ้องกัดแทะหาผลประโยชน์มันไปทุกเรื่อง ความพยายามในการปฏิรูปประเทศไทยจะพังครืนลงหมดในชั่วพริบตา ผมเชื่อว่าคนไทยไม่แคร์หรอกครับว่าระบบการเมืองบ้านเราจะต้องเลียนแบบชาติตะวันตกทุกกระเบียดนิ้ว หากแม้เราจะมีนายกรัฐมนตรีในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและมีการถ่วงดุลตรวจสอบนักการเมืองและมีการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น คนเข้ามาเสนอความคิดด้านการปฏิรูปการเมืองต้องกล้าที่จะเสนอแนวทางที่ทำให้การเมืองบ้านเราดีขึ้น ไม่มีนายทุนพรรคมาผูกขาด ผมจึงอยากเสนอให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศไปเลย ส.ส.ก็ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองเพราะในโลกนี้น่าจะมีประเทศไทยเท่านั้นที่บังคับให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองจนทำให้ส.ส.เป็นทาสนายทุนพรรค

เรื่องต่อไปก็เรื่องความโปร่งใสในระบบการขออนุญาตต่างๆ ที่เป็นแหล่งคอร์รัปชันขนาดใหญ่ที่สุด

ขจัดช่องทางคอร์รัปชันโดยการปฏิรูประบบการขอใบอนุญาตของหน่วยราชการต่างๆ ทั้งหมดโดยแทนที่จะเป็นว่าให้ยื่นใบอนุญาตพร้อมเอกสารประกอบ แล้วรอผลการพิจารณาตามดุลพินิจของหน่วยงานที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ให้มีการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะขอใบอนุญาตให้ชัดเจนและประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงคุณสมบัตินั้น และมีการกำหนดประเภทและจำนวนเอกสารที่จะต้องยื่นประกอบคำขอใบอนุญาต รวมทั้งระยะเวลาการพิจารณา หากบุคคลที่ขอใบอนุญาตมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศและมีการยื่นเอกสารตามประเภทและจำนวนที่กำหนด เจ้าหน้าที่ต้องออกใบอนุญาตให้ในเวลาที่กำหนดโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ประกาศกำหนดไว้ กรณีเช่นนี้จะเป็นการอุดช่องว่างมิให้เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินเพื่อแลกกับการออกใบอนุญาต แต่การยกกระบิเรื่องนี้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่จะต้องถูกขัดขวางทุกวิถีทางจากคนที่เอาอุปสรรคการในการขอใบอนุญาตของประชาชนเป็นแหล่งทำมาหากินมานานนับสิบๆ ปี

แล้วก็มาถึงเรื่องค่าใช้จ่ายบุคคลภาครัฐ

เราควรมีกฎหมายกำหนดให้มีการเปิดเผยรายจ่ายในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้จ่ายไปนอกเหนือจากการทำงานรายวันปรกติ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเช่นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมหรือสัมมนาหรือดูงานหรือในราชการอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยกำหนดให้มีการแสดงรายละเอียดของค่าใช้จ่ายเช่นค่าเครื่องบิน (จะได้รู้ว่าต้องบินชั้นเฟิร์สคลาสหรือเปล่า) ค่าที่พักโรงแรม ค่าอาหารเครื่องดื่ม (จะได้ดูว่าดื่มไวน์ขวดละกี่บาท) ค่าซื้อของขวัญ เป็นต้น โดยให้แสดงเป็นรายหัว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ต้องประกาศเปิดเผยตั้งแต่หัวกระบวนคือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ปลัดกระทรวงลงไปถึงข้าราชการส่วนกลางและท้องถิ่นทุกระดับ นายกและสมาชิก อบต. อบจ. อย่าลืมว่าท่านใช้เงินภาษีของราษฎรเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนั้น ราษฎรต้องมีสิทธิรับรู้ถึงการใช้จ่ายในการเดินทางว่าเหมาะสมหรือฟุ่มเฟือยแค่ไหน

ใครจะกล้าเสนอเรื่องเช่นนี้บ้าง ?

และก็ขอบอกตรงนี้ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปไม่ควรใช้ระยะเวลาเกือบหนึ่งปีต่อไปนี้เดินทางไปต่างประเทศโดยอ้างการเดินทางไปดูงานหรือเชื่อมสัมพันธ์กับต่างประเทศเด็ดขาด นอกจากจะสิ้นเปลืองงบประมาณแล้ว ท่านเสนอตัวเข้ามาอยู่ในสภาปฏิรูป แสดงว่าท่านต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่างมากแล้ว ทำไมท่านจึงต้องไปดูงานต่างประเทศอีก

เรื่องสุดท้ายคือความกล้าที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติโดยการปฏิรูปการจัดการพลังงานและที่ดิน

เรื่องปฏิรูปพลังงานนี้เรื่องใหญ่แต่จะขอยกตัวอย่างเรื่องเดียวคือปตท. ไม่ว่าจะเรื่องท่อส่งก๊าซหรือเรื่องราคาซื้อแอลพีจีที่เป็นประเด็นฮอตขณะนี้ ใจกลางปัญหาคือว่ารัฐบาลจะให้ปตท.มีจุดยืนตรงไหน ? หากคิดว่าไหนๆ ก็เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็ให้มีกำไรพอสมควร คำถามคือกำไรพอสมควรนะอยู่ตรงไหน ? จำนวนเท่าไหร่ ? หากภาครัฐยังไม่ฟันธงลงไปยังไงแล้ว ผมออกจะเข้าใจการบริหารจัดการของปตท.เพราะปตท.เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งหวังผลกำไร ขณะเดียวกันก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่กำกับโดยกระทรวงพลังงาน คำถามคือตกลงรัฐบาลจะให้ปตท.ทำกำไรหรือแค่พอเอาตัวรอดแต่ขาดทุนบานตะเกียงเหมือนการบินไทย ? ความมั่งคงทางพลังงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นปัญหาสำคัญและใหญ่กว่าเรื่องการบินมากครับ ดังนั้น จะต้องมีการระดมความคิดให้รอบคอบ ฟังความหลายด้าน ไม่ใช่ “ฝ่ายกูถูกทุกเรื่อง” เช่นที่เห็นบางกลุ่มเป็นอยู่ทุกวันนี้ และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานก็ต้องกล้าที่จะทำ

นอกจากนี้ก็เรื่องผู้มีอิทธิพลมีสีและข้าราชการผู้ใหญ่ใช้อำนาจหน้าที่บุกรุกป่าเพื่อสร้างรีสอร์ทส่วนตัวนับหมื่นไร่ทั่วประเทศ เช่นนี้ควรมีการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่เพื่อเอาที่ดินเอาทรัพยากรคืนมา

เห็นหัวข้อการปฏิรูปข้างต้นก็แค่เสี้ยวเดียวของปัญหาของประเทศไทยทั้งหมด ไปๆ มาๆ หากจะปฏิรูปเมืองไทยให้สำเร็จจริงๆ เราอาจต้องการแค่คนกล้าไม่พอ บ้านเมืองไทยคงต้องการคนที่บ้าที่กล้าคิดต่างจากคนอื่นๆ เข้ามาปฏิรูปด้วย