เวทีถาม-ตอบพลังงานชาติ ระหว่างภาคประชาชน กับผู้บริหารกระทรวงพลังงานและตัวแทน ปตท.
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นมิติใหม่ของการถกเถียงเรื่องพลังงาน ก่อนที่การปฏิรูปจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการโดยการขับเคลื่อนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
ประเด็นที่มีการหยิบยกกันขึ้นมาพูดคุยจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แม้ที่ผ่านมาจะเคยได้ยินคำถามและคำตอบเหล่านั้นมาบ้าง อย่างไรก็ตามเรื่องที่แทบไม่ได้มีการพูดคุยกันเลยตลอดการถาม - ตอบเรื่องพลังงานกว่า 6.30 ชั่วโมงก็คือเรื่อง“การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน”
ทุกวันนี้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศไทยลดลง จนเข้าใกล้เคียงภาวะวิกฤติหากไม่มีการสำรวจพบแหล่งใหม่ๆเพิ่มเติม เราจะมีปริมาณสำรองทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใช้ได้เพียง 8 ปีเท่านั้น การเรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันลง โดยเทียบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแต่ละเลยที่จะเปรียบเทียบปัจจัยอื่นๆเช่นโครงสร้างราคาน้ำมัน รวมทั้งปริมาณสำรองปิโตรเลียมระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ อาจทำให้ความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมันคลาดเคลื่อนได้
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) บอกกับเราว่าในอาเซียนมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ 248 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และส่วนที่เป็นน้ำมันดิบ+คอนเดนเสทอีก 13,700 ล้านบาร์เรล ประเทศไทยมีสัดส่วนสำรองปิโตรเลียมน้อยมาก โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียง 450 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 3% ของอาเซียน ขณะที่เรามีก๊าซธรรมชาติเพียง 4% ของปริมาณสำรองทั้งอาเซียนโดยมีก๊าซธรรมชาติอยู่ประมาณ 8.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ส่วนประเทศที่มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมสูงที่สุดในอาเซียนก็คืออินโดนิเซีย โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันถึง 3,590 ล้านบาร์เรลหรือคิดเป็น 26%ของปริมาณสำรองน้ำมันในอาเซียนและมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 104.37ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตหรือคิดเป็น 42% รองลงมาคือประเทศมาเลเซียที่มีปริมาณสำรองน้ำมันสูงถึง4,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 29% และมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ83 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตหรือกว่า 33% ของปริมาณสำรองก๊าซฯในอาเซียน ขณะที่เวียดนามถึงจะมีก๊าซธรรมชาติไม่มากนักแต่ก็มีปริมาณสำรองน้ำมันกว่า 4,400ล้านบาร์เรลถือเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองสูงที่สุดในอาเซียน
ปริมาณสำรองปิโตรเลียมเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งที่แต่ละประเทศนำมาใช้กำหนดราคาพลังงาน ประเทศที่มีน้ำมันและก๊าซฯเหลือเฟืออาจกำหนดราคาพลังงานถูกให้ประชาชนได้ใช้ แต่บางประเทศที่มีพลังงานมากจนสามารถส่งออกได้กลับใช้น้ำมันแพงเพื่อให้เกิดการประหยัด และนำเงินส่วนต่างจากการขายน้ำมันแพงมาใส่ในกองทุนความมั่งคั่งเป็นมรดกที่คนรุ่นนี้ส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป เพราะประเทศเหล่านั้นรู้ดีว่าน้ำมันและก๊าซฯเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่ใช่ของคนในเจเนอร์เรชั่นนี้เท่านั้น
ผู้นำเข้าสุทธิอย่างไทย ควรแล้วหรือจะใช้น้ำมันราคาถูก แต่อีกด้านหนึ่งไม่พูดถึงสิทธิประโยชน์ที่จะให้กับคนไม่ใช่น้ำมัน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
แนวคิดเรื่องการปฏิรูปพลังงานมีหลายอย่างที่ต้องตั้งคำถามและถกเถียง ถ้าการตั้งโจทย์ให้ราคาพลังงานถูกลงเป็นหัวข้อหลักในการถกเถียงของสังคม
ความมั่นคงและความยั่งยืนเรื่องพลังงาน ก็ควรจะเป็นหัวข้อหลักในการถกเถียงระหว่างการปฏิรูปมากกว่ามิใช่หรือ









