หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาล ที่กำลังจะตามมา
ผลักดันให้มีการเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินจริง ก็จะเป็นการปูทางไปสู่การใช้นโยบายภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรมแห่งสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
แรกเริ่มที่มีข่าวเรื่องนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการเปรยให้ฟังเหมือนรัฐบาลก่อน ๆ แต่คงไม่มีความมุ่งมั่นทางการเมืองจริง ที่จะให้ผ่านกฎหมายเพื่อให้คนรวยต้องเสียภาษีมากขึ้น เพื่อถมช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ยังมีอยู่อย่างสูง และเป็นหนึ่งของต้นตอแห่งความขัดแย้งของสังคมไทย
การใช้นโยบายภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรจะเดินหน้าต่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง
เช่นใช้นโยบายภาษีเปิดทางให้คนไทยทำงานด้านการกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตที่ฝรั่งเรียกว่า philanthropy
และใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้คนมี “จิตอาสา” หรือ volunteerism เพื่อให้คนไทยมีความเสียสละเพื่อสังคมมากขึ้น
ใช้นโยบายภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มพิกัด เพราะการสร้างชาติให้แข่งขันกับคนอื่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากรัฐบาลไม่ส่งเสริมให้เอกชนเพิ่มงบประมาณการวิจัย และพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
รัฐเองทุกวันนี้ก็ให้ความสนใจที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงทำให้ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีน้อยกว่าหลายประเทศ
เอกชนบางแห่งมีงบวิจัยและพัฒนาสูงกว่าของรัฐบาลด้วยซ้ำไป แต่นั่นเป็นเรื่องของบางบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีความตระหนักในเรื่องนี้เท่านั้น บริษัทไทยทั่วไปก็ยังไม่ให้ความสำคัญต่องานวิจัยเท่าที่ควร เพราะไม่มีแรงดันจากนโยบายภาษีของรัฐ
นโยบายภาษีอีกด้านหนึ่งคือ การศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจของการจะแก้ปัญหาของประเทศอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง
นั่นย่อมหมายความว่าเอกชนที่เข้ามาทำเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ทุนการศึกษา, การบริจาคเพื่อกิจกรรมการศึกษา, รวมไปถึงการลงทุนในด้านการศึกษา จะต้องได้รับการลดหย่อนภาษีอย่างเป็นกอบเป็นกำ
เพราะอย่างไรเสีย รัฐเองก็ไม่สามารถจะทำเรื่องการศึกษาให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ หากไม่ผลักดันให้เอกชนเข้ามาเป็นแรงเสริม
แรงจูงใจด้านภาษีเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญ และหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จก็ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้
คุณประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร บอกว่า คสช.ได้อนุมัติในหลักการให้ทางกรมดำเนินการเก็บภาษีมรดกได้ มีหลักสำคัญ 4 ประการคือ
1.เก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับมรดก
2.มรดกที่ถูกเก็บภาษีต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐานเช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น เงินฝากหรือพันธบัตร เป็นต้น
3. อัตราภาษีที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณานั้น จะจัดเก็บในอัตราสูงกว่า 5% แต่น้อยกว่า 30% ของราคาสินทรัพย์ และ
4.เก็บภาษีมรดกจะจัดเก็บจากสินทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์
อธิบดีกรมสรรพากรบอกว่าไม่ได้จัดเก็บภาษีมรดกเพื่อหวังผลจากรายได้ หรือเม็ดเงินภาษี แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมในระบบภาษีมากกว่า เพราะคนทำงานแล้วมีรายได้คือผู้ใช้ทรัพยากรของประเทศ และเป็นผู้เสียภาษีให้แก่รัฐบาล แต่ผู้ที่ได้รับมรดกคือผู้ที่ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต ทำให้มีฐานะร่ำรวยเพิ่มมากขึ้น ก็ควรจะเสียภาษีให้แก่รัฐเช่นกัน
ทัศนคติของคนมีเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม ควรจะเป็นว่าลูกหลานควรจะทำมาหากินด้วยตนเองได้ เพราะพ่อแม่ได้ปูทางเอาไว้มากมายแล้ว หากผู้จากไปกับลูกหลานมีความสำนึกต่อสังคมร่วมกัน การเสียภาษีมรดกและที่ดิน ก็ย่อมเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ และสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม









