วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Research and Development Really Click?

ในวงการเศรษฐศาสตร์ Research & Development (R&D) หรือการวิจัยพัฒนา ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด

ในการสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจ เหตุผลที่ยกมาอธิบายอาจเริ่มต้นตั้งแต่ประเทศกำลังพัฒนา เช่น ถ้าหากวิจัยและพัฒนาจนมีความรู้เพียงพอแล้ว สินค้าที่เคยนำเข้าก็ผลิตเองได้ ลำดับที่ถัดไปคือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตก็สร้างเองได้โดยไม่ต้องนำเข้า เมื่อสินค้าและเครื่องจักรนำเข้าลดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติก็เพิ่มขึ้น แต่เหตุผลข้างต้นก็ไม่ใช่ถูกเสียเลยทีเดียว สินค้าบริโภคอาจใช่ แต่เครื่องจักรไม่แน่ เพราะว่ากว่าเครื่องจักรจะผลิตได้ดีต้องใช้ต้นทุนการออกแบบและการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้ที่ขายเครื่องจักรอยู่แล้วผลิตเป็นจำนวนมากและขายในหลายๆ ประเทศย่อมมีต้นทุนถูกกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะต้องออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรเองทำไม ซื้อเขาใช้เลยไม่ดีกว่าหรือ ราคาถูกกว่าด้วย แต่คำตอบก็คือ ถ้าหากผลิตเครื่องจักรโดยการเลียนแบบเสียเลย ผลผลิตที่ได้อาจมีราคาที่ถูกกว่า แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงแรกๆ คุณภาพก็อาจจะยังไม่เทียบเท่ากับของที่ขายมานานแล้ว แต่ก็ยังคุ้มค่า สิ่งที่ต้องพิจารณาถัดไปคือ สินค้าโดยเฉพาะจากประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีราคาสูงกว่า เนื่องจากองค์ประกอบสองส่วนคือ ค่าแรงแพงกว่าหนึ่งและค่าทรัพย์สินทางปัญญาอีกหนึ่ง ดังนั้น การเลียนแบบสินค้าประเภทเครื่องจักรหรืออุตสาหกรรมจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศชาติ นี่คือแนวทางที่จีนเลือกใช้ แม้ว่าประเทศตะวันตกอาจจะกล่าวหาว่าเอาเปรียบเขา แต่อย่าลืมว่า ประเทศตะวันตกได้ขูดรีดทรัพยากรราคาถูกในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ไปมากมาย พวกเขาถึงได้มีระดับความเป็นอยู่หรือค่าแรงที่สูงกว่าอยู่ในปัจจุบันนี้

ที่จริงแล้ว การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศยังสามารถทำได้โดยการส่งเสริมให้ผู้ผลิตต่างประเทศเข้ามาลงทุนภายในประเทศ แต่ปัญหาที่ต้องจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญายังคงอยู่

ในโลกปัจจุบันนี้ แม้ว่าประเทศเรามีความสามารถในการผลิตสินค้าบางอย่าง การวิจัยพัฒนาสำหรับสินค้านั้นๆ ก็ยังมีความจำเป็นเนื่องมาจากการแข่งขันระหว่างประเทศที่สูง ข้าวเป็นตัวอย่างสินค้าที่มีความจำเป็นเช่นนั้นทั้งเพื่อการพัฒนาคุณภาพข้าวให้สูงขึ้นและการลดต้นทุนให้ต่ำลง

บางครั้งการวิจัยพัฒนาอาจจะไม่ใช่การค้นหาวิชาการที่มีความสลับซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเป็นเพียงการวิจัยพัฒนาเพื่อค้นหาสิ่งที่ผู้บริโภคชอบหรือต้องการแล้วออกแบบสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นๆ เช่น สิ่งทอในครัวเรือน เป็นต้น

การเรียนรู้วิชาการสาขาหนึ่งสาขาใดที่มีพื้นฐานน้อยมาก่อนให้ทันกับระดับสถานะของความรู้ที่เป็นปัจจุบันตามมาตรฐานโลกนั้นเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว ถ้าหากประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยจะติดตามเรียนรู้วิชาการให้ทันกับสถานะความรู้ในปัจจุบันให้ได้ทุกสาขายิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นเท่านั้น การติดตามความรู้ให้ทันโลกจึงจำเป็นต้องเลือกเฉพาะบางสาขาที่ประเทศมีช่องว่างไม่ห่างไกลมากนัก หรือไม่ก็เป็นสาขาที่มีโอกาสในเชิงเศรษฐกิจสูงในอนาคต ตัวอย่างประเทศที่ใช้นโยบายเช่นนี้และประสบความสำเร็จ ได้แก่ จีนกับเกาหลีใต้ และสาขาที่เป็นเป้าหมาย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ การคมนาคมสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และ รถยนต์ เป็นต้น ที่จริงแล้วประเทศเหล่านี้ได้ส่งนักศึกษาเพื่อไปเรียนปริญญาเอกในสาขาที่ต้องการมาไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้ว การเรียนในระดับสูงเช่นนี้เป็นการสร้างบุคลากรให้มีความรู้ทันกับสถานะปัจจุบันและยังทำให้มีศักยภาพในการต่อยอดเพื่อประยุกต์กับงานที่ต้องการได้อีกด้วย

ท่าที่กล่าวมาอาจสรุปได้ว่า การติดตามให้ทันสถานะความรู้ของโลกอาจทำได้สองวิธีคือ วิธีแรก การลอกเลียนแบบแล้วค่อยวิจัยพัฒนาให้ดีขึ้น กับ วิธีที่สอง การเรียนรู้ให้ทันสถานะความรู้ของโลกแล้วจึงต่อยอดเพื่อประยุกต์ใช้กับการผลิตที่ต้องการ แต่ว่าเท่าที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยมีข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีทั้งสองมากนัก แต่ตารางที่ 1 ที่แสดงในบทความนี้อาจจะบอกอะไรบางอย่างได้

ประเด็นที่จะพิจารณากันในบทความนี้ก็คือ การวิจัยพัฒนาที่มากกว่ามีผลทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการส่งออกขยายตัวดีกว่าประเทศที่ทำวิจัยพัฒนาน้อยกว่าหรือไม่ ดังนั้น ประเทศในตารางที่ควรจะให้ความสนใจก่อนอื่นก็คือประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือการส่งออกอย่างเห็นได้ชัดคือ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดการวิจัยพัฒนาต่างๆ ในตารางแล้วจะเห็นว่า ทั้ง 4 ประเทศมีระดับการวิจัยพัฒนาที่แตกต่างกันมาก จีนมีระดับต่ำสุดในทุกด้านทั้งค่าใช้จ่ายการวิจัยพัฒนา สัดส่วนบุคลากรกรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สัดส่วนงานวิจัยวิชาการ และ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ถัดไปเยอรมนีมีค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาในลำดับถัดมาแต่มีสัดส่วนบุคลากรและงานวิจัยวิชาการค่อนข้างสูง ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาสูงที่สุดแต่มีระดับงานวิจัยวิชาการที่ต่ำกว่า

สภาพของประเทศต่างๆ ข้างต้น อาจอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่า ประเทศจีนผลิตสินค้าโดยการลอกเลียนแบบและการลงทุนของบริษัทต่างประเทศในจีนเกือบทั้งหมด ความรู้ในการผลิตจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น ส่วนเยอรมนีอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและงานวิจัยทางวิชาการมาก แต่ใช้งบประมาณวิจัยพัฒนาน้อยกว่า ทั้งๆ ที่สินค้าจากเยอรมนีก็ไม่ได้ด้อยกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในด้านคุณภาพและนวัตกรรม ในขณะที่ประเทศทั้งสองนี้มีค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาสูงกว่า ดังนั้น เราอาจสรุปได้ว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมและการส่งออกไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาเสมอไป

ประเทศออสเตรเลียเป็นกรณีที่น่าสนใจ กล่าวคือ ค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนา สัดส่วนบุคลากรทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและงานวิจัยทางวิชาการ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเยอรมนีมาก แต่ว่าสินค้าของออสเตรเลียกลับไม่ปรากฏว่าโดดเด่นในตลาดโลก ในทางตรงกันข้ามสินค้าที่พบเห็นในออสเตรเลียเป็นสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมด สินค้าออกที่รู้จักกันดีมีเพียงแร่เหล็กกับถ่านหินและสินค้าเกษตร ประเทศสวีเดนมีค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาใกล้เคียงกับญี่ปุ่น แต่มีสัดส่วนบุคลากรวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่า แต่ปรากฏว่า ธุรกิจที่สำคัญๆ หลายแห่งของประเทศไม่ประสบความสำเร็จและบางแห่งต้องขายต่อให้ต่างประเทศไป

อังกฤษถือได้ว่า มีค่าใช้วิจัยพัฒนาค่อนข้างต่ำ แต่มีงานวิจัยทางวิชาการมาก แต่ก็มีธุรกิจสำคัญๆ ไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับสวีเดน แม้ว่าทั้งอังกฤษและสวีเดนเป็นที่ประจักษ์แก่ทั่วโลกว่าสามารถผลิตสิ่งที่สลับซับซ้อนได้เช่น เครื่องบิน เป็นต้น แต่คงจะต้องย้ำในที่นี้ว่า ไม่ใช่เชิงพาณิชย์แน่นอน

สหรัฐอเมริกานั้นมีจุดเด่นในเรื่องงานวิจัยวิชาการและมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก 100 แห่งมากที่สุด คุณสมบัติเช่นนี้อาจทำให้สามารถผลิตเครื่องบิน ยานอวกาศ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีสูง แต่ก็คงต้องย้ำอีกว่า ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวในอัตราสูงและผลิตสินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกและขายได้ในปริมาณมากๆ ยกเว้นสินค้าของ Apple และ เครื่องบิน Boeing เท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน ตัวเลขในตารางที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การเข้าถึง และ ความเร็วของระบบสารสนเทศ (ICT) ก็ไม่ได้บ่งบอกว่ามีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการส่งออกเช่นเดียวกัน ประเทศเยอรมนีเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่ได้มีระบบสารสนเทศที่ดีที่สุด

นอกจากการวิจัยพัฒนาจะไม่มีความจำเป็นเนื่องจากการผลิตสินค้าสามารถลอกเลียนแบบได้หรือให้ผู้ผลิตต่างประเทศมาลงทุนภายในประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การวิจัยพัฒนาที่ไม่มีทิศทางจะเป็นการสูญเปล่าในเชิงเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ซึ่งก็ย่อมครอบคลุมไปถึงการค้นคว้าวิจัยเชิงวิชาการด้วย ประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเพียงพอย่อมไม่สามารถเจียดงบประมาณมาใช้ในด้านนี้ได้ โดยที่ไม่กระทบต่อการใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ประเทศไทยก็ยังไม่อาจกล่าวได้เต็มที่ว่ามีฐานะเพียงพอที่จะใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาได้โดยไม่จำกัด

ผู้เขียนเองเคยอยู่ในมหาวิทยาลัยคิดว่า การสูญเปล่าในทำนองนี้มีมาก แม้แต่ประเทศที่มีฐานะดีอย่างออสเตรเลียและสวีเดน ก็เกิดสภาพเช่นนี้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โครงการวิจัยและการศึกษาต่อต่างประเทศของนักเรียนทุนรัฐบาลควรจะมีการจำกัดสาขาวิชาหรือแม้แต่หัวข้อเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกให้อยู่ในด้านที่มีความจำเป็นแก่ประเทศจริงๆ การทำเช่นนี้อาจจะถูกโจมตีว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ แต่ถ้าหากว่าการกระทำเช่นนั้นใช้ทุนส่วนตัวก็คงไม่มีใครว่า ประเทศไทยยังไม่ร่ำรวยเพียงพอที่จะใช้เงินได้อย่างมีอิสรเสรีเต็มที่

ที่สำคัญกว่านั้น คือ ผลที่ได้จากการวิจัยพัฒนาได้ถูกนำไปใช้ประยุกต์กับการผลิตจริงในเรื่องนั้นๆ มากน้อยเพียงใด เราคงเคยได้ยินว่ากรมวิชาการเกษตรก็ดี กรมการข้าวก็ดี ได้ทำการวิจัยมาเป็นอย่างมาก แต่ชาวไร่ชาวนายังคงทำการเกษตรแบบตามมีตามเกิดโดยที่มีการใช้ประโยชน์จากการวิจัยพัฒนาน้อยมาก ถ้าท่านมีโอกาสได้เห็นรายชื่อของงานวิจัยเหล่านั้น ก็จะทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้แก่ประเทศต่างๆ ที่มีระดับการวิจัยพัฒนาแตกต่างกันตามที่แสดงในตาราง โดยที่แต่ละประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือการส่งออกที่ไม่ได้แปรผันตามระดับการวิจัยพัฒนาเหล่านั้น